'พิชิต ชื่นบาน'เขียนบันทึกเห็นต่าง...คำร้องของกกต.ที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเรื่องอำนาจในการเลื่อนวันเลือกตั้ง
ในฐานะที่เป็นคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย มีความเห็นต่อคำร้องของ กกต.ที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเรื่องอำนาจในการเลื่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งศาลรับวินิจฉัยตามที่เป็นข่าว ดังนี้
1.ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยรับคำร้อง เพราะเห็นว่าเป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างคณะรัฐมนตรี และ กกต.ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
เรื่องนี้เห็นต่างกับคำวินิจฉัยว่า น่าจะคลาดเคลื่อนต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คือ "การยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นการกระทำของนายกรัฐมนตรีโดยลำพัง รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติให้เป็นอำนาจคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป" เพียงแต่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้การยุบสภาให้กระทำโดยรูปแบบพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เท่านั้น จึงเป็นกระบวนการตราพระราชกฤษฎีกาที่ต่างกับการตราพระราชกฤษฎีกาทั่วไปที่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี และเมื่อตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา 2556 มาตรา 5 บัญญัติให้เพียงนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา
ดังนั้น เมื่อการยุบสภาเป็นการกระทำของนายกรัฐมนตรีโดยลำพัง และประกอบกับนายกรัฐมนตรีโดยลำพังเช่นเดียวกันเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย ไม่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ฎ.ยุบสภา 2556 มาตรา 5 ข้างต้นบัญญัติชัดแจ้งอย่างนี้ จะถือเป็นความขัดแย้งของ 2 องค์กรตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่รับคำร้องได้อย่างไร
2.ประเด็นตามคำขอของ กกต.ที่ให้ศาลวินิจฉัยใน 2 ประเด็นคือ หนึ่ง หากมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ จะสามารถกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นใหม่ได้หรือไม่ และ หนึ่ง อำนาจในการกำหนดวันเลือกตั้งเป็นอำนาจขององค์กรใดระหว่างผู้ร้อง คือ กกต. กับ ครม.โดยนายกรัฐมนตรี
ประเด็นในเรื่องนี้มีข้อสังเกตอันเป็นข้อพิรุธที่ชวนให้สงสัยว่าคำขอตามคำร้องของกกต.ใน 3 ประเด็นคือ
1.ทำไมคำขอท้ายคำร้องของ กกต.ที่ยื่นต่อศาล จึงต่างกับหนังสือที่ กกต.มีถึงนายกรัฐมนตรี กล่าวคือหนังสือที่มีถึงนายกรัฐมนตรี กกต.ทั้ง 5 ท่านใช้ถ้อยคำว่า "นายกรัฐมนตรีควรเสนอพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่" แต่เมื่อมายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กกต.กลับใช้ถ้อยคำใหม่ที่ยื่นต่อศาลเป็นว่า "...หากมีเหตุจำเป็นที่มิอาจก้าวล่วงได้ จะสามารถกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้หรือไม่"
2.คำขอที่อ้าง "เหตุจำเป็นที่มิอาจก้าวล่วงได้" ไม่มีบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.เลือกตั้งฯ ซึ่งมาตรา 78 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้งฯ บัญญัติถ้อยคำที่ให้ กกต.เลื่อนกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้ง โดยใช้ถ้อยคำแต่เพียงว่า "เหตุจำเป็นอย่างอื่น" คำขอนี้ได้นำถ้อยคำในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 40 ซึ่งเป็นเหตุที่คู่ความขอเลื่อนการพิจารณาคดีของศาลมาใช้ จึงเป็นเรื่องค่อนข้างอัศจรรย์อยู่พอสมควรที่นำถ้อยคำของบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้ในการเลื่อนการนั่งพิจารณาคดีของศาลมาใช้กับการเลื่อนกำหนดวันเลือกตั้ง
3.หากสามารถกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นใหม่ได้ จะมีคำถามต่อมาว่าคำขอตามคำร้องของ กกต.ไม่ได้มีคำขอต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า จะกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นใหม่เป็นจำนวนกี่วันและเป็นวันใด เป็นคำขอที่ไม่ชัดแจ้งและกำกวมอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 108 บัญญัติไว้ว่า การเลือกตั้งทั่วไปต้องมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันยุบสภา ดังนั้นคำขอจึงมิได้ขอให้ชัดแจ้งว่า กำหนดวันเลือกตั้งขึ้นใหม่นั้นจะกำหนดอย่างไร หากเกินกว่า 60 วันจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 108 หรือไม่ และจะให้นับแต่วันใดก็ไม่มีในคำขอ





