วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ใบกระท่อม'จากไอเดียเพิ่มมูลค่าสู่เครื่องมือดิสเครดิตการเมือง?

"ใบกระท่อม"จากไอเดียเพิ่มมูลค่าสู่เครื่องมือดิสเครดิตการเมือง? หลัง"อนุดิษฐ์"ระบุมีการใช้สารเสพติดในหมู่ผู้ชุมนุม

ในห้วงที่สถานการณ์การเมืองร้อนแรงขึ้นทุกขณะ ข่าวสารด้านไม่ดีของคู่ขัดแย้งถูกหยิบมาพูดถึงและรายงานผ่านสื่อกันรายวัน โดยฝ่ายรัฐบาลดูจะได้เปรียบนิดหน่อย เพราะมีสื่อรัฐอยู่ในมือ และยังมีสื่อแขนงต่างๆ เป็นพันธมิตรอยู่เป็นจำนวนมาก

ข่าวแง่ร้ายจากฝั่งของผู้ชุมนุม กปปส.จึงเยอะเป็นพิเศษ

แต่ข่าวไหนก็ไม่น่าตระหนกตกใจเท่าคำแถลงของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่แถลงหลังเปิดศักราชใหม่ไม่กี่วันว่า มีการใช้สารเสพติด โดยเฉพาะใบกระท่อมในหมู่ผู้ชุมนุม

หลังจากนั้นก็มีการจับกุมแทบจะรายวัน ล่าสุดเมื่อวาน (13 ม.ค.) ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ก็ยังแถลงข่าวจับกุมการ์ด กปปส.พร้อมใบกระท่อม ขณะมั่วสุมเสพกันอยู่ที่ห้องพักในแมนชั่นแห่งหนึ่ง ย่านวังทองหลาง กลางกรุงเทพฯ

หลายคนอาจไม่ทราบว่า "ใบกระท่อม" (หรือแม้จะนำมาดัดแปลงต้มเป็นน้ำใบกระท่อม และใส่สารชนิดอื่นเข้าไปผสมจนกลายเป็น "สี่คูณร้อย") นั้น จัดเป็นยาเสพติดประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แม้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามผลักดันให้ถอด "พืชกระท่อม" ออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 ตามกฎหมายยาเสพติดก็ตาม

จากรายงานชื่อ "สถานการณ์พืชกระท่อม" ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พบว่า ทั้งน้ำต้มใบกระท่อม และตัวพืชกระท่อมเป็นสารเสพติด 2 ใน 3 ตัวที่ ป.ป.ส.จับตาเป็นพิเศษ โดยพืชกระท่อมถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 เป็นพืชประจำถิ่นในภาคใต้และประเทศมาเลเซีย

ข้อมูลการจับกุมที่รวบรวมตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปี 2553 พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2553 เพียงปีเดียว มียอดการจับกุมมากถึง 6,868 คดี

ข้อมูลของ ป.ป.ส.ระบุว่า จากการสำรวจครัวเรือนทั่วประเทศเมื่อปี 54 พบว่ามีผู้ที่เคยใช้ใบกระท่อมถึง 1.23 ล้านคน เพิ่มสูงขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อน โดยผู้ใช้มีกระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลาง จำนวนผู้ใช้ใบกระท่อมในภาคใต้สูงกว่าทุกภาค โดยข้อมูลปี 54 สูงถึง 5.5 แสนคน

นอกจากนั้นทั้งยอดการจับกุม และปริมาณของกลางที่ยึดได้ ในพื้นที่ภาคใต้ก็ครองแชมป์ จึงไม่แปลกที่สังคมมักมองการใช้พืชกระท่อมเชื่อมโยงกับภูมิภาค อย่างภาคใต้

อย่างไรก็ดี เมื่อเจาะลึกลงไปเฉพาะกลุ่มที่ใช้พืชกระท่อม พบว่า พืชชนิดนี้ใช้กันแพร่หลายในกลุ่มผู้ที่ทำงานภาคเกษตรกรรมมากที่สุด ถึงร้อยละ 34.5 (ของจำนวนผู้ใช้ทั้งหมด) รองลงมาคือ กลุ่มรับจ้าง ร้อยละ 27.3 และเป็นที่น่าสังเกตว่าในกลุ่มวัยรุ่นที่น่าจะแนวโน้มสุ่มเสี่ยงต่อการใช้ยาเสพติดมากที่สุด กลับมีการใช้ใบกระท่อมเพียงร้อยละ 13.1 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่เหตุผลของการใช้พืชกระท่อม ผลการศึกษาพบว่าร้อยละ 70.7 เพื่อให้ทำงานได้ทนนาน โดยเป็นการใช้เพื่อทดแทนยาเสพติดชนิดอื่นแค่ร้อยละ 2.4

สอดคล้องกับผลวิจัยของ อาภา ศิริวงศ์ ณ อยุธยา และคณะ ที่พบว่าใบกระท่อมไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นมากนัก ด้วยเหตุที่มีรสขม ไม่อร่อย และมองว่าเป็นของที่ใช้กันในหมู่ผู้ใช้แรงงาน ทั้งยังพบอีกว่าพืชกระท่อมมีคุณประโยชน์อยู่ ได้แก่ ทำให้ทำงานได้ทนทาน ทำให้ทำงานกลางแดดได้ ช่วยแก้อาการเหนื่อยล้า แก้ง่วงนอน และช่วยรักษาอาการป่วยต่างๆ มีใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งในประเทศเหล่านี้ พืชกระท่อมไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย และประชาชนบางกลุ่มนิยมบริโภคในรูปของใบสดเพื่อกระตุ้นในการทำงาน

นอกจากนั้น ในข้อตกลงขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็ไม่ได้กำหนดให้พืชกระท่อมเป็นสิ่งเสพติดหรือผิดกฎหมาย

ขณะที่ข้อมูลของคณะกรรมาธิการศึกษาผลดีและผลเสียของการบริโภคพืชกระท่อม วุฒิสภา พบว่า กระท่อมมีสรรพคุณทางยา โดยในตำราแพทย์แผนโบราณ พืชกระท่อมมีสารอัลคาลอยด์ Mitragynine อยู่ในใบ มีฤทธิ์ระงับอาการปวดเช่นเดียวกับมอร์ฟีน แต่มีความแรงต่ำกว่ามอร์ฟีนประมาณ 10 เท่า และมีข้อดีกว่ามอร์ฟีน คือ ไม่กดระบบทางเดินหายใจ

จุดนี้เองที่ทำให้มีการปิ๊งไอเดียของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่จะ "เพิ่มมูลค่า" พืชกระท่อมให้กลายเป็นสินค้าที่มีราคา โดยเฉพาะ นายชัยเกษม นิติสิริ เมื่อครั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ไม่นาน ก็เสนอให้ถอดพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษ พร้อมทั้งมอบหมายให้ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และสำนักงาน ป.ป.ส. บูรณาการกันเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ให้บรรลุผล จนกลายเป็นข่าวครึกโครมอยู่ระยะหนึ่ง

แต่แล้วเรื่องก็ค่อยๆ เงียบหายไป โดยมีข่าวการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรม "สุดซอย" ดังขึ้นมาแทน

กระทั่งถึงปี 57 ใบกระท่อมก็ถูกพูดถึงอีกครั้ง แต่ในฐานะยาเสพติดที่โยงถึงการ์ดและผู้ชุมนุมบางส่วนของ กปปส. โดยมีการแถลงข่าวใหญ่โตทุกครั้งที่มีการจับกุม ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลชุดเดียวกันเคยพยายามผลักดันให้ถอดพ้นบัญชียาเสพติด

แน่นอนว่าเมื่อยังไม่แก้กฎหมาย วันนี้ใบกระท่อมย่อมเป็นสิ่งผิดกฎหมายอยู่ แต่ในบางมิติก็อาจมองได้ว่ามันถูกใช้เป็นเครื่องมือดิสเครดิตทางการเมืองด้วยเหมือนกัน!