วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลรธน.วินิจฉัยแก้ม.190ไม่เป็นตามรธน.

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เป็นการได้มาซึ่งอำนาจโดยวิถีทางที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เป็นการได้มาซึ่งอำนาจโดยวิถีทางที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยยกประเด็นกระบวนการและเนื้อหา ดังนี้

กระบวนการ

๑. ในการพิจารณาวาระแรก ไม่เปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยได้อภิปรายเพียงพอ

ประเด็นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญกำลังทำตนเป็นประธานรัฐสภาเสียเอง อำนาจในการควบคุมการประชุมเป็นของประธานรัฐสภา ข้อบังคับการประชุมให้อำนาจแก่ประธานในการารพิจารณาตัดไม่ให้สมาชิกได้อภิปรายหากเห็นว่าซ้ำซาก ฟุ่มเฟือย หรือสมาชิกก็มีสิทธิในการขอลงมติปิดการอภิปรายได้ด้วย หากเห็นว่าซ้ำซาก ฟุ่มเฟือย

๒. การนับระยะเวลาแปรญัตติ ทำให้เสียงข้างน้อยมีเวลาแค่ ๑ วัน

ประเด็นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญอ้างข้อบังคับไม่ครบ คราวก่อน อ้างข้อบังคับ โดยที่ไม่มีข้อบังคับ คราวนี้อ้างข้อ ๙๖ แต่อ้างมาผิดๆไม่ครบ

ข้อ ๙๖ บอกว่า ยื่นหนังสือการแปรญัตติภายใน ๑๕ วันนับตั้งแต่รับหลักการในวาระหนึ่ง เว้นแต่มีมติกำหนดเป็นอย่างอื่น

ดังนั้น เมื่อที่ประชุมไม่มีมติเป็นอย่างอื่น ก็ต้องยึดที่ ๑๕ วัน

กรณีนี้ รับหลักการในวันที่ ๔ เมษายน แล้วมีสมาชิกขอขยายเวลาแปรญัตติออกไปให้มากกว่า ๑๕ วัน แต่องค์ประชุมล่ม เท่ากับว่าไม่มีมติ เมื่อไม่มีมติเป็นอย่างอื่น ก็ต้องใช้ ๑๕ วัน วันสุดท้ายของการแปรญัตติ ก็คือ ๑๙ เมษายน

แต่ในวันที่ ๑๘ เมษายน มีการประชุม สมาชิกขอขยายเวลาออกไป ซึ่งมติที่ประชุมไม่ให้ขยาย ก็หมายความว่ายังคงเป็น ๑๕ วันตามเดิม ก็คือหมดเวลาแปรญัตติในวันที่ ๑๙ เมษายน

ดังนั้น รัฐสภาจึงทำตามข้อบังคับ ข้อ ๙๖

แต่ศาลรัฐธรรมนูญต่างหากที่อ้างข้อบังคับมั่ว

แล้ว ๑๔ วันก่อนหน้านั้น เสียงข้างน้อยไปทำอะไร ทำไมไม่มายื่นหนังสือแปรญัตติ

เนื้อหา

ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ เป็นการลิดรอนอำนาจในการตรวจสอบรัฐสภา ที่เป็นองค์กรใช้อำนาจนิติบัญญัติ และเพิ่มอำนาจคณะรัฐมนตรีมากขึ้น การกระทำดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการดุล คานอำนาจ ก่อให้เกิดอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับฝ่ายบริหาร

โดยหลักแล้ว อำนาจในการทำข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นของฝ่ายบริหาร ที่ไหนๆในโลกก็เป็นแบบนี้ บางประเทศไม่ให้สภาเข้ามาเกี่ยวข้องเลย บางประเทศให้สภาเข้ามาเกี่ยวข้องได้บ้างเรื่อง ของไทย อำนาจอยู่ที่ฝ่ายบริหาร มียกเว้นบางเรื่องตามมาตรา ๑๙๐ ที่ต้องผ่านรัฐสภา

ดังนั้น ต้องตั้งหลักก่อนว่า เรื่องข้อตกลงระหว่างประเทศ เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร

การที่ศาล รธน วินิจฉัยแบบนี้ ส่งผลให้ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวพันกับสถาบันการเมืองได้เลย เพราะ การแก้ไขเรื่องพวกนี้ ก็ต้องส่งผลเพิ่มอำนาจให้องค์กรหนึ่ง ลดอำนาจอีกองค์กรหนึ่งอยู่แล้ว ใน รธน มีบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสถาบันการเมืองทั้งหลาย ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมืองทั้งหลาย ซึ่งการแก้เรื่องเหล่านี้ ก็ต้องกระทบกับอำนาจของแต่ละองค์กรอยู่แล้ว

หากศาล รธน วินิจฉัยแบบนี้ ต่อไปศาล รธน ก็จะเลือกจิ้มได้เลย วันนี้ตัดสินว่าการแก้ ๑๙๐ เป็นการเพิ่มอำนาจฝ่ายบริหาร ลดอำนาจรัฐสภา วันหน้าก็อาจตัดสินว่าการแก้ รธน อีกประเด็นหนึ่ง เป็นการเพิ่มอำนาจรัฐสภา ลดอำนาจฝ่ายบริหาร ทำไม่ได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ การกระทบต่อการคานดุลอำนาจ ต้องหมายถึง แก้ไข รธน แล้ว ทำให้องค์กรหนึ่งรวบอำนาจเบ็ดเสร็จไปหมด เช่น แก้ รธน โอนอำนาจการออกกฎหมายไปให้แก่ฝ่ายบริหารทั้งหมด หรือ แก้ รธน โอนอำนาจการยุบสภาไปให้ประธานรัฐสภา เป็นต้น กรณีการแก้ ๑๙๐ นั้น ฝ่ายบริหารก็ยังมีอำนาจทำข้อตกลงระหว่างประเทศ ในขณะที่รัฐสภาก็ยังคงมีอำนาจถ่วงดุลอยู่ ตั้งแต่มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบข้อตกลงระหว่างประเทศในบางกรณี หรือกระทั่งการตรวจสอบฝ่ายบริหารผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือตั้งกระทู้ถาม