วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'โภคิน'ข้องใจส.ส.-ส.ว.แก้รธน.ตามหน้าที่

"โภคิน"ข้องใจส.ส.-ส.ว.แก้รธน.ตามหน้าที่ แต่ศาลมองเข้าข่ายขัดรธน.ม.68

เมื่อเวลา 14.30 น.ที่พรรคเพื่อไทย นายโภคิน พลกุล ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งข้อกล่าวหาสมาชิกรัฐสภา 308 คนที่เสนอและลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของส.ว.ว่า สิทธิในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นของผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่ปี 2475 ซึ่งสามารถแก้ไขได้ทุกประเด็น จนกระทั่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้มีข้อห้ามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ 2 เรื่องคือ 1.ห้ามแก้ไขรูปแบบการปกครองที่เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 2.เรื่องรูปของรัฐที่ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว ดังนั้น ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งและส.ว.สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีกสมัยนั้น จึงไม่เข้าข่ายข้อห้ามดังกล่าว จึงยังสงสัยว่าเหตุใดจึงตัดสินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาส.ว.ขัดบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ได้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ แต่เหตุใดจึงจะไปชี้แจงต่อป.ป.ช. นายโภคิน กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าเราไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ แต่ส.ส.และส.ว.นั้น วิจารณ์กันว่า การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่บนตัวบทของรัฐธรรมนูญเลย และที่ผ่านมาส.ส.และส.ว.ก็ต่อสู้ตามระบบที่มีอยู่ ทั้งนี้ จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็มาแก้ไขเป็นรายมาตราตามคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังถูกชี้ว่าทำขัดกฎหมาย ซึ่งต่างจากกรณีที่มีคนไปร้องว่ากลุ่มกปปส.เคลื่อนไหวยึดกระทรวงต่างๆ นั้นเข้าข่ายมาตรา 68 ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ แต่ขณะที่ส.ส.และส.ว.แก้ไขรัฐธรรมนูญตามระบบ ศาลรัฐธรรมนูญกลับบอกว่าเข้าข่ายมาตรา 68 ตรงนี้อาจทำให้คนเข้าใจได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นกลาง เป็นธรรม และถูกต้องหรือไม่

ด้านนายอุดมเดช รัตนเสถียร ผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ชอบธรรม เพราะนอกจากจะขยายอำนาจตัวเองแล้ว ยังไม่รับฟังข้อเท็จจริงจากฝ่ายผู้ถูกร้องอีกด้วย โดยเลือกวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องที่เป็นปฏิปักษ์ ทั้งนี้ กรณีที่มีการอ้างว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นร่างปลอมนั้น ความเป็นจริงแล้วสมาชิกรัฐสภามองว่าร่างที่ยื่นบรรจุในวาระขณะนั้น ยังไม่สมบูรณ์จึงขอปรับปรุงให้มีความเหมาะสมมากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้สามารถทำได้จนกว่าประธานรัฐสภาจะบรรจุในระเบียบวาระ ซึ่งน่าสงสัยมากกว่าว่าผู้ที่นำร่างไปร้องนั้น นำฉบับใดไปร้องต่อศาล เพราะเรายืนยันว่ามีเพียงร่างเดียว และเป็นร่างที่ใช้นำเสนอเข้าสู่วาระ 1 อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เราพร้อมที่จะไปชี้แจงต่อป.ป.ช.ในโอกาสต่างๆ ต่อไปด้วย

"สำหรับกรณีที่ปรากฏหลักฐานว่าสมาชิกรัฐสภามีการเสียบบัตรแทนกันนั้น ถือเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญและป.ป.ช.ต้องดูว่าเป็นการกระทำของบุคคลใด ซึ่งต้องถือว่าเป็นความผิดเฉพาะตัว ไม่ใช่เหมารวมว่าเป็นการกระทำของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด"นายอุดมเดช กล่าว

ขณะที่นายเรืองไกร กล่าวว่า ป.ป.ช.ดำเนินการอย่างเร่งรีบทั้งๆ ที่มีคดีที่ใกล้ขาดอายุความอีกมากมาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ กรณีการฟ้องร้องนายถาวร เสนเนียม เรื่องการจัดตั้งคณะบุคคลของภรรยา แต่ป.ป.ช.ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ สะท้อนว่าการเร่งรีบดำเนินการนั้นส่งผลต่อกลุ่มการเมืองใดหรือไม่ ทั้งนี้ อยากถามว่า ป.ป.ช.เอง มีป.ป.ช.ปลอมหรือไม่ เพราะกรณีของนายภักดี โพธิศิริ คณะกรรมการป.ป.ช.นั้น ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นป.ป.ช.โดยประกาศของคปค.เมื่อปี 2549 ซึ่งประกาศดังกล่าวกำหนดให้ลาออกจากตำเเหน่งกรรมการบริษัทภายใน 15 วันนับตั้งแต่ประกาศของคปค.ใช้บังคับ ดังนั้นประกาศดังกล่าวใช้บังคับในวันที่ 22 ก.ย.2549 แต่นายภักดีซึ่งเป็นกรรมการบริษัท องค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด นั้น ยื่นลาออกจากกรรมการในวันที่ 15 ธ.ค.2549 ซึ่งถือว่าพ้นจากกำหนด 15 วันไปแล้ว

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า การยื่นหนังสือลาออกของนายภักดีนั้น ยื่นไปยังองค์การเภสัชกรรม ขัดกับพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ระบุว่า การลาออกต้องยื่นต่อบริษัทเท่านั้น ดังนั้น อยากถามว่านายภักดีที่อยู่ในชุดคณะกรรมการไต่สวนคดีสมาชิกรัฐสภา 308 คนนั้น ยังคงสามารถดำรงตำแหน่งป.ป.ช.ต่อไปได้หรือไม่ ตนยื่นร้องไปยัง ป.ป.ช.หลายครั้งแต่ยังไม่เคยมีการชี้แจงใดๆ