กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สรุปตัวเลขความรุนแรงรอบ 10 ปี คร่าชีวิตจนท.-ชาวบ้านกว่า 5.3 พันคน บาดเจ็บเฉียดหมื่น เผยปี"56 สถานการณ์เริ่มผ่อนคลาย
พอ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ 4 ม.ค. 2547 กระทั่งปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 10 ปี ได้สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน สูญเสียโอกาสในการดำรงชีวิต และการพัฒนาในทุกรูปแบบ
สามารถสรุปภาพรวมของสถานการณ์ได้ ดังนี้คือสถิติการก่อเหตุ ได้เกิดเหตุการณ์รวมทั้งสิ้น 8,540 ครั้ง แยกเป็นปี 2547 จำนวน 601ครั้ง,ปี 2548จำนวน 1,006ครั้ง, ปี 2549 จำนวน 1,249 ครั้ง, ปี 2550 จำนวน 1,669 ครั้ง ,ปี 2551 จำนวน 769 ครั้ง, ปี 2552 จำนวน 757 ครั้ง ,ปี 2553 จำนวน 625 ครั้ง, ปี 2554 จำนวน 680 ครั้ง, ปี 2555 จำนวน 542 ครั้ง และปี 2556 จำนวน 615 ครั้ง ตามลำดับ
จากสถิติเหตุร้ายที่เกิดขึ้น ได้รวบรวมข้อมูลการสูญเสีย โดยไม่รวมเหตุเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุคดีความมั่นคงที่พิสูจน์ได้แล้ว พบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งสิ้น 15,317 คน แยกเป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ 9,965 คน เสียชีวิต 5,352 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ทหาร 2,928 นาย (เสียชีวิต 499 นาย, บาดเจ็บ 2,429 นาย)
เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1,471 นาย(เสียชีวิต 312 นาย, บาดเจ็บ 1,159 นาย) อาสาสมัครรักษาดินแดน 538 นาย(เสียชีวิต 181 นาย, บาดเจ็บ 357 นาย) บุคลากรทางการศึกษา 378 คน (เสียชีวิต 187 คน, บาดเจ็บ 191 คน) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง 332 คน(เสียชีวิต 200 คน, บาดเจ็บ 132 คน) ผู้นำศาสนา,ประชาชน และอื่นๆ 9,175 คน (เสียชีวิต 3,574 คน, บาดเจ็บ 5,601 คน) ผู้ก่อเหตุรุนแรง 495 คน (เสียชีวิต 399 คน, บาดเจ็บ 96 คน)
ในจำนวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แยกตามการนับถือศาสนา พบว่าผู้ที่สูญเสียมากที่สุด คือ ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ 8,585 คน (เสียชีวิต 2,259 คน, บาดเจ็บ 6,326 คน), ศาสนาอิสลาม 6,108 คน(เสียชีวิต 2,962 คน, บาดเจ็บ 3,146คน) และไม่ระบุศาสนา 624 คน (เสียชีวิต 131 คน, บาดเจ็บ 493 คน) ตามลำดับ
จากภาพรวมสถานการณ์ที่ผ่านมา พบสถิติการก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สูงสุดในปี 2550 จำนวน 1,669ครั้ง จากนั้น จะค่อยๆ ลดลงมาตามลำดับ เหลือเพียง 615 ครั้งในปี 2556ทั้งนี้เป็นเพราะว่าการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายมาสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องมาตรการเชิงรุกด้วยการบังคับใช้กฎหมาย การเคารพในหลักสิทธิมนุษยชนและไม่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งการใช้มาตรการเชิงรับโดยการเข้าควบคุมพื้นที่ ดูแลความปลอดภัยต่อเป้าหมายอ่อนแอ, เป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของกำลังประจำถิ่น ฝ่ายพลเรือน และกำลังภาคประชาชน
นอกจากนี้ยังได้มุ่งเน้นบูรณาการกลไกแก้ปัญหา ทั้งงานด้านความมั่นคง และงานด้านการพัฒนาให้เป็นเอกภาพมากขึ้น สามารถสร้างความเข้าใจ และความเชื่อมั่นในอำนาจรัฐ โดยการเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่มากขึ้น ส่งผลให้สถิติการก่อเหตุลดลง สถานการณ์ในพื้นที่ มีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาตามลำดับ
สำหรับในปี 2556 กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมุ่งเน้นการก่อเหตุด้วยการลอบวางระเบิดพร้อมกันหลายๆ จุดมากขึ้น ส่งผลให้สถิติเหตุการณ์สูงกว่าปี 2555 แต่ไม่ส่งผลกระทบ ต่อทัศนคติ และความเชื่อมั่นของประชาชน
"จากสถิติการสูญเสีย พบว่าร้อยละ 97 เป็นพี่น้องประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่มีความสุดโต่ง ทั้งแนวความคิด และการกระทำอย่างไร้มนุษยธรรม และก่อการร้าย ด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ ในขณะที่กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้รับความสูญเสียจากการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น ซึ่งหากพิจารณาจากสถิติการสูญเสียดังกล่าวแล้ว จะเห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่ใช้ความรุนแรงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คือ กลุ่มขบวนการที่ใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชนมาเป็นเหยื่อของสถานการณ์ ซึ่งจากการสูญเสียตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จึงขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม ตลอดจนกลุ่มเครือข่ายองค์กรต่างๆ ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องความสันติสุขในพื้นที่ ได้รวมพลังกันต่อต้านการใช้ความรุนแรงของกลุ่มขบวนการ ซึ่งมีพฤติกรรมก่อการร้าย "
โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังได้กล่าวว่า สำหรับในปี 2557 กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะยังคงดำรงความต่อเนื่องตามนโยบาย สานใจ สู่สันติ ภายใต้แนวทางการเมืองนำการทหาร โดยมุ่งเน้นบูรณาการกับกลไกแก้ปัญหาอื่นๆ ในพื้นที่ ทั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้, และส่วนราชการทั้ง 17 กระทรวง 66 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดความเป็นเอกภาพ พร้อมกับเสริมสร้างจุดแข็งให้กลไกราชการปกติ โดยใช้ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนผ่าน สภาสันติสุขตำบล และคณะกรรมการหมู่บ้าน ให้ตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน





