อดีตผู้ว่าการธปท.เสนอเร่งปฏิรูปประเทศ สร้างประชาธิปไตย "ยั่งยืน" ถามรัฐบาลยิ่งลักษณ์ปฎิวัติมิชอบ ฟ้องคดีคอร์รัปชันไม่ถูกต้อง ใยต้อง"นิรโทษ"
นางธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เขียนบทความหัวข้อ "Under the Guise of Democracy" หรือ "ภายใต้ประชาธิปไตยจอมปลอม" โดยมองสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีรายละเอียดดังนี้
การประท้วงในไทยที่เริ่มจากต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา เกิดจากที่รัฐบาลพยายามเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม โดยเริ่มแรกที่รัฐบาลต้องการที่จะแก้ปัญหาความแตกแยกทางการเมือง โดยการออกกฎหมายนิรโทษให้กับประชาชนทั่วไปที่ร่วมชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นับตั้งแต่ปี 2549 แต่ได้มีการแก้ไขร่างกฎหมายเดิมให้ครอบคลุมถึงบรรดาแกนนำและคนที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์จราจลปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่กลุ่มสนับสนุนทักษิณเผาสถานที่ราชการ และห้างสรรพสินค้า การจราจลครั้งนั้นนำไปสู่การสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ ทำให้คนเสียชีวิต 90 คน หลายคนก็ถูกกระสูนปืนซึ่งไม่มีใครทราบว่ามาจากใคร นอกจากนี้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมยังครอบคลุมไปถึงคดี ทุจรจิตคอร์รัปชันที่ได้มีการฟ้องร้อง หลังจากที่มีการปฎิบัติเมื่อปี 2549 รวมทั้งคดีคอร์รัปชั่นของทักษิณ
แต่สิ่งที่่ช็อกประชาชนมากที่สุดก็คือการให้มีผลย้อนหลังไปถึงปี 2547 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ 2 ปีก่อนเกิดการปฎิวัติ โดยขณะนั้นรัฐบาลทักษิณ สลายการชุมนุมภาคใต้ที่อำเภอตากใบ โดยตำรวจยิงปืนใส่ผู้ชุมนุมจนทำให้มีคนตายถึง 7 คน ที่เหลือก็ถูกจับกุมยัดใส่รถบรรทุกของทหารจนทำให้เกิดการเสียชีวิตถึง 78 คน เพราะขาดอากาศหายใจ
ถ้าหากรัฐบาลชุดปัจจุบันอ้างเหตุเรื่องการปฎิวัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การฟ้องคดีคอร์รัปชันไม่ถูกต้องแล้ว จะใช้เหตุผลอะไรสำหรับกฎหมายนิรโทษกรรมที่ออกมาใช้ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่า มีความชอบธรรม
เรื่องคอร์รัปชันในประเทศไทย และการแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศไทย จากการสำรวจเมื่อเดือนมิ.ย.ปีนี้ ก็พบว่านักการเมืองมีการเรียกเงินใต้โต๊ะ เป็นมูลค่า 30-35% ของโครงการรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ดัชนีความโปร่งใสของไทยปี 55 อยู่ที่ 88 จาก 176 ประเทศ โดยได้คะแนน 37 คะแนนจาก 100 คะแนน และล่าสุดหล่นมาอยู่ที่ 102 จาก 176 ประเทศ โดยได้คะแนน 35 คะแนน
คนที่เสนอกฎหมายนิรโทษกรรม สะท้อนความไม่ละอายของนักการเมืองอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ถ้าหากมีการผ่านมาเป็นกฎหมาย ก็จะเหมือนกับเป็นการยอมจำนงกับความอ่อนแอทางจริยธรรมของประเทศ ซึ่งผู้กระทำผิดไม่ถูกนำมาลงโทษ
มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่รัฐสภาจะรับรองกฎหมาย ซึ่งมีการแก้ไขอย่างมากหลังผ่านวาระที่ 1 กฎหมายดังกล่าว ละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชน ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล และส่งเสริมความไร้จริยธรรม ความคดโกง ในขณะที่มีการต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างกว้างขวาง เป็นประชาธิปไตยแค่เปลือกนอก เพราะมีเสียงข้างมากในสภาอย่างเด็ดขาด พรรครัฐบาลก็อ้างว่า ตนเองได้ฉันทานุมัติจากประชาชน ดังนั้นจึงมีสิทธิที่จะผ่านกฎหมายฉบับนี้ได้ เนื่องจากระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลของไทยมีปัญหา ทำให้ผู้ประท้วงออกมาชุมนุมตามท้องถนน เพื่อให้เสียงของเขาได้ยินไปถึงวุฒิสภา และอาจทำให้วุฒิสภาไม่ผ่านกฎหมายฉบับนี้ ต่อมาวุฒิสภาก็ไม่ยอมผ่านกฎหมายฉบับนี้ และรัฐบาลก็สัญญาว่าจะถอนร่างนี้ออกมา แม้ตามรัฐธรรมธนูญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สามารถนำมาพิจารณาใหม่ได้ภายใน 180 วัน แต่รัฐบาลยากที่เรียกศรัทธาคืนจากประชาชน หลังจากที่ความเชื่อถือของรัฐบาลได้สูญเสียไปหมดแล้ว
เมื่อเร็วๆ นี้สหรัฐเองและหลายๆ ประเทศทั่วโลก ต่างก็มึนงงกับเหตุการณ์การปิดหน่วยงานราชการของสหรัฐ ซึ่งเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าระบบประชาธิปไตยของประเทศที่เจริญแล้ว ก็มีข้อบกพร่องผิดพลาด กรณีนี้คนอาจจะคาดหวังว่าชาวอเมริกัน อาจจะแสดงออกเพื่อต่อต้านนักการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า
แต่โชคร้ายสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีปัญหาทางการเมืองที่หยั่งรากลึกทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษาและสังคม สร้างความแตกแยกระหว่างคนรวยในเมืองและคนจนในชนบท ปัญหาไม่อาจแก้ได้ด้วยวิธีการเลือกตั้งในครั้งต่อไป
ในส่วนของคนจนต่างจังหวัด ปัญหาอันดับแรกคือทำอย่างไรจะมีข้าวกิน ส่วนเรื่องปัญหาการเมืองและความยั่งยืนของประเทศเป็นปัญหารองๆ สำหรับเขา คนเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะตกเป็นเหยื่อของนักการเมืองที่ไม่มีจริยธรรมและไม่มีสำนึกทางศีลธรรม การจัดการเลือกตั้งไม่ได้รับประกันว่าผลที่ได้จะเป็นประชาธิปไตย
นี่คือเหตุผลที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้มีการปฎิรูปการเมืองมากกว่าการยอมรับประชาธิปไตย ในขณะที่ประเทศตะวันตกก็มักจะมองว่าการที่ประเทศกำลังพัฒนาที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ถือว่าเป็นรัฐบาลของประชาชน และก็มีความชอบธรรม แต่ความเห็นเช่นนี้ละเลยปัญหาพื้นฐานของความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งอาจจะทำให้ระบบประชาธิปไตยที่ใช้กันในประเทศตะวันไม่สามารถมาใช้กับประเทศไทยได้
ถ้าจะพูดตามหลักการแล้ว ประชาธิปไตยก็เป็นเป้าหมายระยะยาว แต่ปัญหาเร่งด่วนในขณะนี้ก็คือการลดความไม่เท่าเทียมกันในทุกๆ ด้าน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับระบบประชาธิปไตยที่มีความยั่งยืน
อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะให้ตัวแทนคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน จะต้องมีการจัดตั้งกลไกที่ทำให้การซื้อเสียงมีต้นทุนสูง โดยอาจจะมีการขยายเขตการเลือกตั้งให้ใหญ่ขึ้น เพื่อทำให้ใช้เงินเพิ่มมากขึ้นในการซื้อเสียง และมีการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครอย่างเข้มข้น มีการจัดระบบการตรวจสอบประวัติย้อนหลังให้ดีขึ้น และสร้างความโปร่งใส มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุล โดยภาคประชาชนและองค์กรอิสระ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ต้องปฎิรูป
การหลับหูหลับตาสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งและการประณามการกระทำต่างๆ ที่ต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าไม่เป็นประชาธิปไตย จะนำไปสู่การส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยจอมปลอม





