วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

2ขั้วนักวิชาการเสวนาวิกฤติรธน.ใครบิดเบือน

มธ.เปิดเวทีเสวนา"วิกฤติรัฐธรรมนูญใครบิดเบือน" เชิญ"กิตติศักดิ์-ปิยะบุตร"อาจารย์ที่เห็นต่าง 2 ขั้ว แสดงทัศนะ

นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มธ. ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “วิกฤติรัฐธรรมนูญไทย ใครบิดเบือน ?” เพื่อเปิดให้มีเวทีแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างของทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีนายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. และนายปิยะบุตร แสงกนก อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. (กลุ่มนิติราษฎร์) ร่วมเป็นวิทยากร โดยมีนักศึกษา อาจารย์ และบุคคลภายนอกประมาณ 500 คน สนใจเข้าร่วมฟังการเสวนาจนเต็มห้องประชุม

นายปิยะบุตร กล่าวว่า วิกฤตรัฐธรรมนูญเริ่มต้นจากความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา แต่สะดุดอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัยเพราะมีเขตอำนาจเฉพาะเจาะจงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเท่านั้น หากสามารถขยายเขตอำนาจได้เอง ศาลจะกลายเป็นองค์กรเหนือรัฐธรรมนูญ โดยการหยิบม. 68 มาเป็นฐานในการพิจารณาทำให้เกิดปัญหา ต่อไปศาลจะสามารถเข้าไปพิจารณาได้ทุกเรื่องที่มีคนเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจล้มล้างรัฐธรรมนูญ และจะทำให้เกิดความปั่นป่วน เสียดุลยภาพ ที่ผ่านมาเราไม่ได้ปฏิเสธอำนาจศาล แต่ไม่ยอมรับเฉพาะกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญออกมาวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ชอบ ซึ่งเป็นการล้ำแดนรัฐสภา วิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงเกิดจากศาลรัฐธรรมนูญที่ปิดประตูไม่ยอมให้แก้รัฐธรรมนูญตามระบบ ศาลไทยไม่เคยสู้กับรัฐประหารแต่สู้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

"รัฐบาลหาเสียงชัดเจนว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ เขาพยายามแก้มาตลอดแต่ทำไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ได้ทรยศประชาชน มีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ประชาชนอีกกลุ่มยังไว้วางใจ วิธีการวัดเสียงประชาชนจึงต้องทำผ่านการเลือกตั้งหรือประชามติ ไม่ใช่การระดมคนออกมาชุมนุม การอ้าง ม. 3 เพื่อจัดตั้งสภาประชาชนจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง"นายปิยะบุตร กล่าว

ขณะที่ นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า มุมมองที่แตกต่างเกิดจากฐานคิดที่แยกศาลรัฐธรรมนูญออกเป็นระบบกระจายอำนาจกับระบบรวมอำนาจ แต่รัฐธรรมนูญไทยวางหลักให้มีกลไกในการปกป้องตัวเอง โดยให้สิทธิ์ประชาชนยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบและทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตาม ม. 68 รวมถึง ม.291 ที่ห้ามไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญเสียเอง การตีความกฎหมายต้องไม่ตีความยึดตัวบท แบบมัดมือจนทำอะไรไม่ได้ พร้อมยกตัวอย่างว่า ป้ายห้ามเดินลัดสนาม หมายความรวมถึงห้ามวิ่งและห้ามนำรถขึ้นไปขับในสนามด้วย ดังนั้นการตีความรัฐธรรมนูญนอกจากตีความตามตัวบทอย่างเคร่งครัดแล้วยังต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วย หากปล่อยให้รัฐสภาใช้เสียงข้างมากปิดปากเสียงข้างน้อย ลงคะแนนแทนกัน และใช้เอกสารปลอม โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยตาม ม.68 ประชาชนก็จะใช้สิทธิตาม ม.69 คือ ออกมารวมตัวต่อต้านวิกฤตรัฐธรรมนูญจึงเกิดจากรัฐสภาและนักการเมืองที่ต่อสู้ทางการเมืองและดำเนินการทุกอย่างให้สำเร็จโดยไม่คำนึงถึงประชาชน

"ต้นเหตุของวิกฤตคือสภาฯซึ่งไม่ทำตัวเป็นสภาผู้แทนราษฎร แต่ทำตัวเป็นสภาฯของผู้ต้องหา เป็นผู้แทนของอาชญากร ซึ่งพูดกันอย่างกว้างขวางว่าสภาฯตกอยู่ใต้อาณัติและรับเงินเดือนจากคนบางคน แต่ไม่มีใครจัดการ จนเกิดความเสื่อมต่อความไว้วางใจ ความจริงรัฐบาลมีภูมิคุ้มกันจากความชอบด้วยระบบที่มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับเลือกใช้เสียงข้างมากทำลายหรือฝ่าฝืนหลักนิติธรรมจนเกิดปัญหา การที่ประชาชนแสดงเจตจำนงเดินขบวนประท้วงและกดดันอย่างชัดแจ้งว่าคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมและรัฐบาล ไม่ใช่การแสดงออกของเสียงข้างน้อย แต่เป็นการสะท้อนเสียงส่วนใหญ่จนรัฐบาลและรัฐสภาต้องรับฟัง นั่นคือการก่อตัวของสภาประชาชนแล้ว"นายกิตติศักดิ์ กล่าว