พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่เก่าแก่ ที่อยู่กับการเมืองไทยมายาวนาน จนกลายเป็นสถาบันการเมืองไปแล้ว
เป็นพรรคการเมืองใหญ่ ที่เป็นทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แต่ในช่วงหลังกลับผูกขาดแพ้การเลือกตั้ง เป็นฝ่ายค้านมาตลอดในช่วงหลายปี ล่าสุดได้เป็นรัฐบาลเมื่อปลายปี 2551 แต่ก็ถูกกล่าวหาว่า เป็นรัฐบาลที่ถูกจัดตั้งในค่ายทหาร
ดังนั้น กระแสการปฏิรูปพรรคจึงเกิดขึ้น เพื่อให้พรรคชนะการเลือกตั้ง ซึ่งจุดเริ่มต้นก็มาจากนายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค ที่เสนอแนวคิดและพิมพ์เขียวปฏิรูปพรรคออกสู่สาธารณะ จึงทำให้เกิดกระแสการตอบรับ แม้ว่าก่อนหน้านี้คนในพรรคไม่เห็นด้วยการปฏิรูปพรรค โดยเฉพาะคนเก่าแก่และแกนนำพรรคหลายคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น
แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทนกระแสสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จึงได้การตั้งคณะกรรมการเพื่อออกแบบพิมพ์เขียวปฏิรูปจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพรรค
วันที่ 17 ธ.ค.นี้จะมีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรค เพื่อให้มีมติรองรับการปรับโครงสร้างใหม่ของพรรค ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปพรรคครั้งสำคัญอีกครั้งของพรรคประชาธิปัตย์
การปรับโครงสร้างครั้งนี้อยู่ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองมีความขัดแย้ง ที่สำคัญแกนนำหลักของพรรคอย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค ที่เลิกเล่นการเมืองตามระบบรัฐสภา ไปเล่นการเมืองนอกรัฐสภาอย่างเต็มตัว ด้วยการไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) พร้อมควงลูกพรรคอีก 8 คนลาออกจาก ส.ส.ไปร่วมวงศ์ไพบูลย์ครั้งนี้
โดยมีข้อเรียกร้องให้มีการตั้งสภาประชาชน และไม่ยอมรับให้มีการเลือกตั้ง ก่อนการปฏิรูปประเทศ ขณะที่ซีกรัฐบาลโดย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ได้ประกาศยุบสภา และมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ.ปีหน้า
วาระสำคัญการประชุมใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ คือ การรับรองข้อบังคับพรรคใหม่ ซึ่งทำให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบันหมดวาระลงทันที จากนั้นที่ประชุมจะเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรคตามโครงสร้างใหม่ 25 คน ซึ่งกรรมการบริหารชุดใหม่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางการทำงานของพรรค รวมถึงการตัดสินใจในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 หรือไม่
นอกจากนี้ข้อบังคับพรรคใหม่ ยังกำหนดให้มีรองหัวหน้าพรรคทั้งหมด 10 ตำแหน่ง แบ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคภาคทั้ง 5 ภาค และรองหัวหน้าพรรคด้านฟังก์ชันต่างๆ อีก 5 ตำแหน่ง โดยการปรับโครงสร้างพรรคหรือการปฏิรูปพรรคมีเป้าหมายสำคัญคือ การชนะการเลือกตั้งและครองใจประชาชน
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ได้สร้างแรงกระเพื่อมขึ้นภายในพรรคจากขั้วและก๊วนต่างๆ ในพรรคที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อีกทั้งยังต้องการรักษาอำนาจเก่าไว้
ขณะที่อีกฝ่ายต้องการขึ้นมากุมอำนาจในพรรคบ้าง โดยเฉพาะกระแสข่าวการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคอย่าง "หล่อใหญ่" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เริ่มมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ ขึ้นนั่งเป็นหัวหน้าพรรค แต่ไม่เคยนำพาพรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งแม้แต่ครั้งเดียว
พลันที่มีข่าวการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค ชื่อของ "สุรินทร์ พิศสุวรรณ" อดีตเลขาธิการอาเซียน ก็โผล่ขึ้นมา ในฐานะแคนนิเดท “หัวหน้าพรรคคนใหม่” ทันที ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่า สมัยที่นายสุเทพ ยังเป็นส.ส.และแกนนำพรรคอยู่ก็ออกตัวไปทาบทามนายสุรินทร์ ในช่วงที่ใกล้หมดวาระเลขาธิการอาเซียน
และยิ่งตอกย้ำน้ำหนักอีกนั่นก็คือหลังหมดวาระ นายสุรินทร์ ได้เข้ามาเป็นประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ของมูลนิธิควง อภัยวงศ์ ซึ่งนายสุรินทร์ ก็ยังไม่ตอบรับหรือตอบปฏิเสธในเรื่องดังกล่าว ล่าสุด ส.ส.รุ่นใหม่ของพรรคให้การสนับสนุน เพราะนายสุรินทร์ เป็นคนที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งทางการเมือง และภาพลักษณ์ที่ดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเชื่อว่า นายสุรินทร์ จะนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จได้
นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวกดดันให้มีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการพรรค "เฉลิมชัย ศรีอ่อน" ด้วยเช่นกัน ซึ่งสมาชิกพรรคในซีกตรงข้ามมองว่า นายเฉลิมชัย ไม่มีบทบาทในการนำพาพรรคเหมือนเช่นอดีตเลขาพรรคอย่างนายสุเทพ อีกทั้งไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับส.ส.พรรค มักจะทำงานเงียบๆ
และต้องยอมรับการทำงานของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคคนนี้มักไม่ค่อยราบรื่น ต่างฝ่ายต่างทำงานและต่างมีแกนนำและส.ส.ของพรรคให้การสนับสนุน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงตัวกรรมการบริหารพรรค รองหัวหน้าพรรค จึงมีแรงดันภายในพรรค พร้อมๆ ไปกับการวางตัวของรองหัวหน้าพรรคจากกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคแล้ว
อย่างไรก็ตาม ความเห็นของสมาชิกพรรคที่ให้มีการเปลี่ยนตัวทั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยังแยกออกเป็น 2 ฝ่าย โดยบางส่วนยังคงเห็นว่า การปรับโครงสร้างพรรคนั้นควรทำเพื่อรองรับการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ยังไม่ควรเปลี่ยนตัวผู้บริหาร ทั้งนี้เพื่อการทำงานเดินไปอย่างต่อเนื่องไม่สะดุดกลางคัน เพราะเหลือเวลาเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งไม่กี่เดือน หากพรรคประกาศลงสมัครรับเลือกตั้ง
ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด และทาบทามคนที่มีชื่อเสียง มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างและสังคมให้การยอมรับ เพื่อให้มากอบกู้ภาพลักษณ์ของพรรค ซึ่งตรงนี้จะทำให้คนในสังคมหันมาให้การสนับสนุนพรรคเพิ่มขึ้น ตรงนี้ก็จะเป็นแรงช่วยให้สามารถต่อสู้กับพรรคเพื่อไทยได้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเปลี่ยนแปลงชุดผู้บริหารใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ ที่ไม่อาจมองข้ามได้ นั่นก็คือ อิทธิพลของ อดีตแม่บ้านพรรค "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ที่เอาตัวออกจากพรรค ไปลุยปลุกม็อบประกาศโค่นระบอบทักษิณ
เพราะคนๆ นี้ยังคงมีสิทธิมีเสียงอยู่ในพรรค แม้เจ้าตัวประกาศตัดขาด แต่การตัดขาดเป็นเพียงวาทะกรรม แต่ลึกๆ นายสุเทพ ยังคงมีบทบาทสำคัญภายในพรรคนี้ ยังมีลูกพรรคหลายคนยังอยู่ในพรรค ซึ่งการดำเนินการใดๆ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า นายสุเทพ จะมีส่วนในการกำหนดทิศทางการเดินของพรรคอย่างหนีไม่พ้น
การประชุมใหญ่วิสามัญ 17 ธ.ค.นี้ จึงน่าจับตามองการปรับโครงสร้างพรรคประชาธิปัตย์อย่างยิ่งว่า สถาบันการเมืองแห่งนี้จะปรับตัวได้สำเร็จหรือไม่ ซึ่งไม่ว่าคนของใครกลุ่มใด จะเข้ามาเป็นผู้บริหารพรรค สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเดินหน้าให้พรรคการเมืองนี้ครองใจประชาชน ลบคำสบประมาทที่ว่า "เลือกตั้งครั้งใดก็แพ้ทุกครั้ง" หรือต้องเดินย่ำอยู่กับที่
หากคนในพรรคยังแตกแยกไม่พอใจ ก่อคลื่นใต้น้ำหลังการปรับโครงสร้าง ก็เป็นเรื่องยากที่พรรคจะชนะ และคงอยู่ภายใต้ร่มเงาของพรรคเพื่อไทยต่อไป





