วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จักรภพ'ชี้เวทีกองทัพแค่ป้องตัวเองหนีรัฐประหาร

"จักรภพ"ชี้เวทีกองทัพแค่ปกป้องตัวเองหนียึดอำนาจรัฐประหาร

นายจักรภพ เพ็ญแข ได้โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว โดยระบุว่า กองทัพโชว์ อย่าไปใส่ใจมากนักกับกิจกรรมทางวิชาการของกองทัพในเวลาบ่ายสามโมงวันนี้เลยครับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นัดมาพบกับผู้นำเหล่าทัพ เพื่อจะโชว์ต่อฝูงชนของเขาว่า กองทัพยังไม่รับคำสั่งให้ทำอะไรเด็ดขาด และยังมีโอกาสที่ กปปส. จะได้เหล่าทัพมาเป็นอาวุธชิ้นสุดท้ายอยู่ แต่ผู้นำเหล่าทัพก็เรียนรู้บทเรียนจากอดีต และสั่งแปลงร่างการประชุมนี้ให้ดูคล้ายการเสวนาทางวิชาการ เพื่อปกป้องตัวเองและหนีจากความเป็นไปได้ที่ต้องออกมายึดอำนาจรัฐประหาร

"ฝ่ายเขาดูเหมือนจะตระหนักดีอยู่ว่า การใช้อาวุธสงครามและการจัดตั้งทางทหารมารับใช้อำนาจเก่าแก่โบราณที่ไม่ยอมปรับตัวเข้ากับโลกใหม่จะส่งผลให้กองทัพทั้งระบบกลายเป็นเพียงน็อตตัวหนึ่งของระบอบเก่าไปด้วย เมื่อถึงคราวถูกกวาดลงกระโถนก็อาจถูกกวาดทิ้งไปพร้อมกัน ซึ่งกองทัพมองว่ามิใช่ผลประโยชน์ของตน"

การประชุมหลายฝ่ายในวันนี้จึงเป็นนโยบายประกันชีวิตของกองทัพ ซึ่งนายสุเทพฯ หวังใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ต่อหน้าฝูงชนของเขา แต่เนื้อในที่แท้จริงเขาหวั่นเกรงกันว่าขบวนประชาธิปไตยที่บัดนี้เข้าใจแล้วในกระแสโลก อาจวางท่าทีที่น่ากลัวที่สุดสำหรับฝ่ายเขา นั่นคือ วางเฉย รอเวลา และฉวยโอกาสเอาเมื่อพระยานมาศสามลำคานเลื่อนรับไปทางขอบด้านหนึ่งของเวทีแล้ว

สถานการณ์วันนี้ไม่ใช่ว่าการรัฐประหารจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะกระบวนการขั้นตอน (logistics) ของการรัฐประหารไม่ใช่เรื่องยากสำหรับกองทัพ ทั้งจัดตั้งมาแล้วล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์ ใช้เรื่องวินัยเป็นทั้งยุทธศาสตร์และระบบควบคุมหลัก และมีทรัพยากรครบถ้วนอยู่ในมือ แต่ปัญหาอยู่ว่าจะดำรงอำนาจได้อย่างไรหลังจากยึดอำนาจแล้ว การรัฐประหารเป็นกลไกชำรุดที่ไม่มีใครในโลกเคารพนับถือ มีแต่เสียงประณามหยามเหยียดว่าสิ้นคิด ตกโลก และเป็นฉากอวสานของระบอบใด ๆ ก็ตามที่ใช้กลไกรัฐประหารเป็นตัวช่วย รัฐบาลที่ดูประหนึ่งว่าเป็นพลเรือน ซึ่งทหารตั้งขึ้นมาบังหน้า ตั้งแต่รัฐบาลยุคนายควง อภัยวงศ์ นายพจน์ สารสิน นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายอานันท์ ปันยารชุน จนถึงพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ล้วนแล้วแต่เป็นกลไกพิกลพิการที่ไม่มีใครเชื่อถือ และต้องรีบกลับมาจัดการเลือกตั้งโดยด่วนแทบทุกทีไป รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชนิดด้อยคุณภาพ ยังได้รับความยอมรับมากกว่ารัฐบาลปัญญาชนหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (technocrats) เพราะประชาคมระหว่างถือเป็นตัวแทนของเสียงข้างมาก

เพราะฉะนั้นฟันธงได้ว่า วันนี้กองทัพไม่อยากทำรัฐประหารเลย ถึงคนทำจะได้เงินทองยศศักดิ์มากมายเป็นสิ่งตอบแทน และสามารถชูคอได้จนถึงวันสิ้นอายุขัย แต่ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ และไม่รู้ว่าลมจะพัดเปลี่ยนทิศเมื่อใด ไม่ใช่เรื่องสนุกของมนุษย์ปุถุชน ผู้นำเหล่าทัพที่หวังจะแก่และรอวันตายอย่างมีความสุข หวังเพียงงบราชการลับและส่วนต่างแบบตามน้ำของตน เขาก็พอใจกันนักหนาแล้ว เราจึงพอสรุปได้ว่าวันนี้ต้นทุนของการยึดอำนาจสูงกว่าอรรถประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับคนลงมือทำเสียแล้ว ผลประโยชน์ต่อระบอบ ที่เคยหวังให้เป็นปลอกคอชั้นสูงนั้น บัดนี้ก็ไม่น่าสนใจแล้ว เพราะอยู่ในสลัมร่วมกับประชาชน ปลอดภัยกว่าอยู่ในบ้านทรายทองที่อาจจะล้มครืนลงมาได้ทุกเมื่อ

ฝ่ายประชาธิปไตยอย่าไปห่วงมากกว่า เขาจะทำอย่างไร ควรให้เวลาและความใส่ใจเพียง ๔๐% เท่านั้น เราควรหันมาทุ่มเทเวลาและความใส่ใจ ๖๐% กับการจัดตั้งขบวนประชาธิปไตยของเราเองมากกว่า ทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายมวลชนการเมือง ฝ่ายมวลชนแนวร่วม และมืออาชีพของชาติ เขาจัดตั้งอย่างสมบูรณ์ ต่อเนื่อง และนานมาแล้ว เราได้แต่แตะมือกัน และพูดว่าพบกันเมื่อชาติต้องการ ระหว่างนั้นก็ทำเหมือนคนไม่รู้จักกันและไม่ให้ความอบอุ่นทางจิตใจและปัญญาให้แก่กันและกันเลย แถมบางส่วนยังทำทีคล้าย กับคนใช้ใต้ถุนบันได ที่คอยริษยากีดกันกันเอง จนเจ้านายบนบ้านเขาฉกฉวยใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งที่ไร้สาระเยี่ยงนี้มาได้เกือบตลอดชีวิตของเขา สิ่งเหล่านี้ควรเปลี่ยนในทันที