นักวิชาการมช.ระบุปัญหาบ้านเมืองไม่ยอมรับหลักการ1คน1เสียง เชื่อ"คนดี"มีระบบสมบูรณาญาสิทธิ์เฉพาะกาล เว้นวรรคประชาธิปไตย
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จัดเสวนาเรื่อง จากเผด็จการรัฐสภา สู่การเมืองมวลมหาประชาชน โดยมีนายอรรถจักร สัตยานุรักษ์ และนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล ร่วมการเสวนา
นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ประเด็นปัญหาบ้านเมืองในปัจจุบันนี้เกิดขึ้นจากการรับร่าง รัฐธรรมนูญปี 2550 นักการเมืองและพรรคการเมืองพยายามทลายป้อมอำนาจของฝ่ายอำมาตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรการ ซึ่งทางฝ่ายอำมาตย์ตั้งรับด้วยการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ปปช. เป็นปราการสำคัญ ทำให้มวลชนเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการช่วงชิงอำนาจ
ดังนั้น จึงมีการเสนอให้มีรัฐธรรมนูญฉบับสยามประชาภิวัตน์ ก่อนและกำหนด ให้ความสำคัญกับ ทหาร องค์กรอิสระ ศาล ที่ทั้งหมดเป็นเสียงข้างน้อยให้ได้รับความสนใจมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับเดิม ไม่ยอมรับระบบการเลือกตั้ง เพราะนักการเมืองจะกลับเข้ามาซื้อเสียงเป็นวัฏจักรหมุนเวียน ไม่ยอมรับหลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียง และต้องมีความเชื่อมั่นใจคนดี มีระบบสมบูรณาญาสิทธิ์เฉพาะกาล ซึ่งต้องมีการเว้นวรรคประชาธิปไตย แช่แข็งประเทศ จัดตั้งสภามวลมหาประชาชน ซึ่งสภาดังกล่าวจะต้องมีสมาชิก 400 คน กปปส.แต่งตั้ง 100 คน และอีก 300 คน ให้คัดเลือกมาจากหลากหลายอาชีพ โดยจะใช้เวลาในการทำงานเพื่อปฏิรูปประเทศประมาณ 1- 1 ปีครึ่ง หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง
ในรอบ 4 ทศวรรษการชุมนุมของมวลชนจำนวนมากมักจบลงด้วยโศกนาฏกรรม มีการบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ตามด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญ แต่ครั้งนี้สามารถที่จะผ่านไปได้ ดังนั้นเชื่อว่าจะเป็นการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญ ถือได้ว่าเป็นปรากฏการใหม่ ที่ระบบรัฐสภาสามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โดยไม่มีการสูญเสีย และไม่ต้องนำมาตรา 7 มาบังคับใช้
ด้านนายอรรถจักร สัตยานุรักษ์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ไทยเราเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางด้านเศรษฐกิจ เริ่มมีการสลายตัวของสังคมชาวนา แต่มีการขยายตัวของภาคการผลิต ภาคบริการ โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มชนชั้นกลาง และล่าง เกิดเป็นคนกลุ่มใหม่ในสังคม คือชนชั้นกลางใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นมาในสภาวะที่ต้องอาศัยพึงพิงกับรัฐ เพราะยังไม่มีความมั่นคง และยังไม่ได้สืบทอดความเป็นชนชั้นที่ชัดเจน ส่วนชนชั้นกลางเก่า เติบโตและสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง 2-3 รุ่น เนื่องจากมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงในการทำงาน และเติบโตภายใต้ยุคเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่า
ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกณฑ์การแบ่งชนชั้นแบบเดิมล่มสลาย มีการเลื่อนชนชั้นทางกายภาพเกิดสูงขึ้น การจัดความสัมพันธ์ทางสังคมมีหลายระดับ ดังนั้นการข้ามเส้นแบ่งชนชั้นจึงเกิดขึ้นได้ง่ายมาก ความเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง การเข้าสู่การเมืองระดับท้องถิ่น จนกระทั่งถึงการเมืองระดับชาติ เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น สามารถเข้าถึงอำนาจระดับชาติได้ง่าย อำนาจรัฐเข้าไปสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของผู้คน การเมือง และ ระบบราชการ ชนชั้นกลางเดิมเริ่มรู้สึกว่าชีวิตตัวเองก้าวหน้าน้อยกว่าชนชั้นกลางใหม่ เนื่องจากชนชั้นกลางเดิมเติบโตจากการกำกับอย่างเป็นกลางจากอำนาจสูงสุด มีเสถียรภาพ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสำคัญกว่าประชาธิปไตย ส่วยชนชั้นกลางใหม่เติบโตจาก การต่อสู้ส่วนตัว และหลังพิงรัฐ มีประชาธิปไตย พรรคการเมือง เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวที่สำคัญมาก
จากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคมที่เป็นชนวนก่อให้เกิดความขัดแย้งทางสังคม แบ่งเป็นการทำงานของรัฐบาลที่เน้นเสียงข้างมาก คือรัฐบาลของทักษิณ และ ยิ่งลักษณ์ และการทำงานของรัฐบาลที่มีทหารอยู่ข้างหลัง คือรัฐบาลของสุรยุทธ และ อภิสิทธิ์ การทำงานของรัฐบาลทุกชุดหลังจากที่รัฐบาลทักษิณ ก่อปัญหาซ้อนทับมากขึ้น คือการคอร์รัปชั่น การเลือกปฏิบัติ การเล่นเส้นสาย และ ระบบอุปถัมภ์ ทั้งหมดถูกกลบเกลื่อนและทำให้หายไปภายใต้ความขัดแย้งอันเกิดจากโครงสร้าง
ดังนั้นชนวนของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาในครั้งนี้ เริ่มจาก รัฐบาลต้องการให้เกิดนิรโทษกรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับครอบครัว ต่อมาตระบัดสัตย์ และอ้างเสียงข้างมากที่ส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นกลางใหม่ เริ่มเข้ามามีบทบาท และยกระดับความรู้ความสามารถ เริ่มมีการเลือกปฏิบัติ ใช้ระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการ การโยกย้ายตำแหน่งที่ขึ้นตรงกับตัวบุคคล หากต้องการตำแหน่งต้องบินไปต่างประเทศ มีการทุจริตคอร์รัปชั่น หลายโครงการ ท้ายที่สุดมีความกังวลต่อสถานการณ์การเงินการคลัง
ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการหาทางออกให้ประเทศไทย โดยจะต้องมีการออกพรก.ตั้ง สภาประชาชน มาทำหน้าที่ปฏิรูประบบก่อนการเลือกตั้ง พร้อมทั้งต้องมีการนำเสนอข้อมูลทุกด้าน ก่อนที่จะมีการจัดการเลือกตั้งต่อไป เพราะหากทำการเลือกตั้งโดยไม่มีการปฏิรูปก่อน นักการเมืองกลุ่มเดิมก็จะซื้อเสียงกลับเข้ามาทำหน้าที่เหมือน เกิดเป็นวัฏจักรทางการเมืองที่ไม่จบสิ้น





