คพ.เจอแรงกดดันรุมค้าน"ยื่นฎีกา"คดีวัฒนา หลุดคดีคลองด่าน หลังจะครบกำหนดให้ยื่นอุทธรณ์ 19 ธ.ค.นี้
ภายหลังจากศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา มีคำพิพากษายกฟ้องนายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพวกจากกลุ่มบริษัท "กิจการร่วมค้า NVPSKG" ในความผิดฐานฉ้อโกงที่ดิน และฉ้อโกงด้วยการ นำที่ดินจำนวน 1,900 ไร่ เพื่อนำมาขายให้กับกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับใช้เป็นที่ตั้งโครงการระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียจังหวัดสมุทรปรา การ หรือโครงการคลองด่าน ที่มีมูลค่าโครงการ 23,000 ล้านบาทนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องนายวัฒนา ในคดีฉ้อโกงที่ดิน ซึ่งมีการต่อสู้ทางคดีกันมาตั้งแต่ปี 2550 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 19 พ.ย.นี้ ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องนายวัฒนา กับพวกแล้วก็ตาม แต่ในทางกฎหมาย ทางคพ.ในฐานะโจทก์ สามารถยื่นฎีกาได้ภายใน 30 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 19 ธ.ค.นี้
แหล่งข่าวจากทส. ระบุว่า ตลอดช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาพบมีการเคลื่อนไหวกดดัน จากอดีตนักการเมืองหลายพรรคที่เคยเกี่ยวข้องกับโครงการคลองด่านในอดีต ในระดับผู้ใหญ่ทางการเมือง และกลุ่มอิทธิพลได้พยายามติดต่อมายังระดับผู้บริหารของทส. และคพ.เพื่อกดดันไม่ให้มีการยื่นฎีกาในคดีดังกล่าว จนกระทั่งทำให้นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีคพ.ไม่ยอมให้สัมภาษณ์สื่อ โดยอ้างเพียงว่าอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายเท่านั้น
แต่อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีการยืนยัน้วว่าขณะนี้ทนายของทาง คพ. ได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ได้พิพากษายกฟ้องนายวัฒนาอัศวเหม กับพวกในคดีฉ้อโกงโครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ จ.สมุทรปราการไปแล้ว เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา
" การยื่นฎีกาดังกล่าวดำเนินการโดยทีมทนายความของคพ. คือนายสุประวัติ ใจสมุทร ซึ่งนายวิเชียร เองก็ไม่ทราบเรื่องนี้ และยังเตรียมที่จะนัดทีมทนายทั้งหมด เข้าหารือในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ เพื่อตรวจร่างฎีกาที่ยื่นไปว่ามีความครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ เพราะคำพิพากษาในรอบนี้จะมีผลเกี่ยวโยงกับคดีแพ่งที่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุ ลาการ ระหว่างคพ.กับกลุ่มกิจการร่วมค้า NVPSKG ซึ่งที่ผ่านมาศาลปกครองกลาง มีคำสั่งยืนตามอนุญาโตตุลาการให้คพ.จ่ายค่าชดเชยให้กับเอกชนจำนวน 9,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดไปแล้ว และยังไม่มีคำตัดสินออกมา" แหล่งข่าว ระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลทางคดีนี้หากคพ.มีการยื่นฎีกาอีกครั้ง และต้องวัดใจว่ากระบวนการยุติธรรมจะมีคำพิพากษาอย่างไร หากแพ้จะส่งผลให้นายวัฒนา ติดคุกตามคำพิพากษา และยังพ่วงไปถึงคดีแพ่งฟ้องร้องค่าเสียหายระหว่างคพ.กับภาคเอกชน ดังนั้นจึงทำให้มีแรงกดดันที่จะไม่ให้คพ.ยื่นฎีกาในคดีดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับคดีคลองด่านนั้น ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้น เคยมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 52 ให้จำคุกนายวัฒนา รวมทั้งกรรมการบริหารนายพิษณุ ชวนะนันท์ กก.บ.วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง , นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กก.บ.ประยูรวิศว์การช่าง , นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กก.บ.สี่แสงการโยธา , นายนิพนธ์ โกศัยพลกุล กก.บ.กรุงธนเอนยิเนียร์ , นายรอยอิศราพร ชุตาภา กก.บ.เกตเวย์ , นายชาลี ชุตาภา กก.บ.คลองด่านมารีนฯ , นายประพาส ตีระสงกรานต์ กก.บ.คลองด่านมารีนฯ , นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กก.บริษัทคลองด่านมารีนฯ ,นางบุญศรี ปิ่นขยัน กก.บ.ปาล์ม บีชฯ และนายกว๊อกวา โอเยง ผู้แทนบริษัท ปาล์ม บีชฯ จำเลยที่ 3, 5, 7, 9, 11 13-15, 17,18 และนายวัฒนา อดีต รมช.มหาดไทย จำเลยที่ 19 เป็นเวลาคนละ 3 ปี
ส่วนบ.วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง , บ.ประยูรวิศว์การช่าง , บ.สี่แสงการโยธา(1979) , บ. กรุงธนเอนยิเนียร์ , บ.เกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ , บ. คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ และ บ.ปาล์ม บีช ดิเวลลอปเมนท์ จำเลยที่ 2, 4, 6, 8, 10, 12 และ 16 ให้ปรับรายละ 6,000 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 2- 19 ยื่นอุทธรณ์ โดยจำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้ร่วมกระทำผิดฐานฉ้อโกง โดยหลอกลวงขายที่ดินซึ่งมี 5 ฉบับ คือ 13150, 13817, 15024, 15528 และ 15565 ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทร ปราการ ที่ออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้กับกรมควบคุมมลพิษ และจำเลยที่ 2-11 ไม่ได้ร่วมกันกระทำผิดฐานฉ้อโกงในการทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง โดยปกปิดข้อเท็จจริง จนนำมาสู่คำพิพากษาในวันที่ 19 พ.ย.2556 ยกฟ้องนายวัฒนา และพวกในที่สุด
น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ขอสนับสนุนที่คพ.ได้มีการยื่นฎีกาในคดีคลองด่านแล้ว ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ขอชื่นชมที่คพ.ต่อสู้ในกระบวนการนี้ แม้จะมีแรงกดดันไม่ว่าจากทางไหน ก็ควรต้องทำหน้าทีอย่างเต็มที่ปฏิบัติภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อมพ.ศ.2535 ในเรื่องของการแก้ปัญหามลพิษในด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในอนาคตจะมีคำพิพากษาอย่างไร ซึ่งขึ้นกับแต่ดุลยพินิจของศาล แต่คพ.ได้ทำดีแล้วที่ต่อสู้เรื่องดังกล่าว เนื่องจากการตรวจสอบคดีทุจริตคลองด่านที่เร่ิมจากชาวบ้านจน มีข้อมูล หลักฐานที่แสดงถึงการทุจริตในโครงการนี้ เกี่ยวโยงกับนักการเมืองหลายคน และข้าราชการระดับสูง
"นับแต่วันที่เกิดการยื่นให้ตรวจสอบตลอดระยะเวลา 14 ปี กระทั่งป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนักการเมืองในปี 2550 แต่จนถึงตอนนี้มีแนวโน้มที่จะเอาผิดทั้งนักการเมือง และข้าราช การก็หลุดคดี ตรงนี้สะท้อนถึงกระบวนการที่บก พร่องในการพิจารณาที่อาจจะมาเอกสารสำนวนที่ยื่นฟ้องอ่อน และไม่สมบูรณ์ รวมทั้งิเงื่อนไขเรื่องอายุความ และประเด็นการแทรกแซงอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมจะต้องร่วมกันตรวจสอบ เพราะจะกลายเป็นบันทัดฐานกับโครงการขนาดใหญ่อื่นๆที่อาจมีการทุจริตจากนักการเมือง แต่สุดท้ายก็หลุดคดี"น.ส.เพ็ญโฉม ระบุ





