วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปปช.ขยายเวลาไต่สวนเพิ่มจำนำข้าว

ป.ป.ช. ขยายเวลาไต่สวนเพิ่มจำนำข้าว หลังพบข้อมูลเกี่ยวข้องอีกหลายรายทั้งไทย- จีน เตรียมขอเอกสารสำคัญใบส่งข้าว ผอ.คลังสินค้า

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ วันที่ 3 ธ.ค.56 เวลา 14.00 น. นายวิชา มหาคุณ ประธาน ป.ป.ช. ได้แถลงข่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนโครงการรับจำนำและระบายข้าวกรณีที่มีการกล่าวหานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนโครงการจำนำข้าวเพื่อติดตามความคืบหน้าคณะทำงานแต่ละชุด ที่ได้รับมอบหมายให้การตรวจสอบเอกสาร การตรวจคลังสินค้า การเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำต่างๆ ซึ่งจากการไต่สวนได้ความว่าการเจรจาที่อ้างว่าเป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ ระหว่างรัฐบาลไทยกับผู้แทนหน่วยงานสาธารณรัฐประชาชนจีน ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานว่ายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะให้เห็นได้ว่าเป็นการซื้อขายรัฐต่อรัฐ และยังพบด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่นมีส่วนร่วมกระทำผิดในโครงการดังกล่าวเพิ่มเติม ซึ่งยังไม่ได้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหามาตั้งแต่เดิม ดังนั้นจึงมีมติให้ขยายการไต่สวนไปถึงบุคคลเหล่านั้นคือ 1.ผู้แทนเจรจาฝ่ายไทย ประกอบด้วย นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักบริหารการค้าข้าว และนายอัครพงษ์ ทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ

2. นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ที่เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงครั้งนั้น 3.ผู้แทนเจรจาฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบด้วย GUANGDONG (กวางตุ้ง) STATIONERY & SPORTING GOODS IMP. & EXP. CORP. และ HAINAN (ไห่หนาน) GRAIN & OIL INDUSTRIAL TRADING COMPANY และตัวแทนของหน่วยงานทั้งสอง 4.กลุ่มบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากผู้แทนฝ่ายจีน ประกอบด้วย นายรัฐนิธ โสจิระกุล นายสมคิด เอื้อนสุภา และนายลิตร พอใจ ซึ่งมีส่วนสำคัญเกี่ยวข้องกับ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด และ 5.บ.สยามอินดิก้า จำกัด ที่จากข้อเท็จจริงจากการไต่สวนเกี่ยวกับสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องพบว่า การชำระเงินกับหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายของจีนนั้น ส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับบ.อินดิก้า จำกัด ประกอบกับบริษัทนี้เคยเป็นนายจ้างของนายสมคิด และนายลิตร

นอกจากนี้คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ยังตรวจพบว่า การกำหนดให้เป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐก็เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคา ทำให้เกิดความเสียหายจากการขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาดนับตั้งแต่เดือน ส.ค.54 -มิ.ย.56 มีปริมาณส่งมอบข้าวไปยังจีนทุกรายเพียง 375,000 ตันเศษ จากปริมาณที่ต้องส่งมอบตามสัญญา จำนวน 4.8 ล้านตัน ซึ่งกรมศุลกากรยืนยันว่าในห้วงเวลาดังกล่าวไม่มีข้าวส่งออกโดยผ่านวิธีการศุลกากรแต่อย่างใด อย่างไรก็ดีคณะอนุกรรมการฯ จะได้เร่งดำเนินการไต่สวนเพื่อพิจารณาว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอีกหรือไม่ และจะได้พิจารณาดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ถูกกล่าวหาต่อไปโดยเร็ว โดยเรื่องนี้มีการอ้างว่า ไม่ได้ซื้อแบบส่งออก แต่ส่งที่หน้าคลังสินค้า ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องของส่งออก

"เหตุที่ยังไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้ในขณะนี้ เพราะมี ผอ.ท่านหนึ่งดูแลคลังสินค้า ไม่ยอมมอบเอกสารหลักฐานที่สำคัญมาซึ่งเราได้ให้โอกาสท่านแล้ว แต่เราเห็นว่ามีความจำเป็นเหลือเกินที่ต้องเร่งดำเนินการเพราะว่า บ้านเมืองลุกเป็นไฟ เอกสารอาจจะถูกเผาทำลายไปด้วย "นายวิชา กล่าวและว่า ในการติดตามเอกสารดังกล่าวหากไม่ได้รับความร่วมมือก็จะดำเนินการตามมาตรการต่อไป ซึ่งภายใน 1-2 วันนี้ จะให้สื่อมวลชนลงพื้นที่กับเรา เพื่อจะได้เห็นว่า ป.ป.ช.จะไปเอาเอกสารอะไร พร้อมกับประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในการลงพื้นที่ด้วย ซึ่งการไต่สวนเรื่องนี้จะเสร็จเร็วหรือไม่ขึ้นอยู่ว่า ผอ.คลังสินค้าจะส่งมอบเอกสารให้เมื่อใด

เมื่อถามว่าเอกสารที่จะนำมานั้นสามารถเป็นหลักฐานชี้มูลความผิดและแจ้งข้อกล่าวหาได้เลยหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า แน่นอน เมื่อถามว่าในส่วนของผู้แทนประเทศจีน จะไม่ให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช.ได้หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า จีนมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ความร่วมมือก็ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางจีนมีหนังสือแจ้ง ป.ป.ช. ไม่มีข้อมูลอะไรเลย แต่กลับมากระทำการลักษณะจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของ ป.ป.ช.เห็นว่าความสัมพันธ์ เป็นคนละเรื่องกับการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีนี้ เมื่อถามว่า การไต่สวนความผิดจะไปไม่ถึงนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า กรณีของนายกฯ มีการกล่าวหาแยกอีสำนวนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาว่าจะให้คณะอนุกรรมการไต่สวนหรือไม่

ด้านนายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เรื่องเอกสารดังกล่าวมีความจำเป็นมาก เพราะว่าเราปฏิบัติงานเพื่อจะรวบรวมเอกสารโดยเฉพาะใบส่งสินค้าตามจังหวัดต่างๆ ที่เราลงพื้นที่ ซึ่งได้พบหัวหน้าคลังสินค้ากลางจังหวัดในพื้นที่ แต่มีความขัดข้องในการส่งมอบใบส่งสินค้าให้เราทั้งที่ได้ประสานเบื้องต้นบอกว่าส่งมอบ แต่สุดท้ายไม่ได้ เราจึงจำเป็นต้องใช้กฎหมาย ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการให้ได้มาซึ่งเอกสาร โดยวันนี้จึงมีมติให้ขอความร่วมมือส่งมอบเอกสาร แต่ถ้ามีความจำเป็นก็ต้องใช้กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 25 ยึดอายัดเอกสารมาเพื่อตรวจสอบ ก่อนที่จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนไต่สวนและแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องนี้ต่อไป อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้ครอบครองเอกสารหากไม่ส่งมอบเอกสารให้แล้วจะมีความผิดหรือไม่ ก็ต้องพิจารณาอีกครั้ง ซึ่ง ป.ป.ช.อาจจะกันบุคคลที่ให้ความร่วมมือไว้เป็นพยาน โดยไม่ดำเนินคดีก็ได้