วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทบาทกองทัพปฏิวัติซ่อนรูปหรือแค่กาวใจ

บทบาทกองทัพประสาน 2 ขั้ว ปฏิวัติซ่อนรูป" หรือแค่"กาวใจ" ก้าวใหม่ของกองทัพที่ดีกว่า "รัฐประหาร"

ข่าวฮือฮาท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องสถานการณ์วิกฤติทางการเมืองจากการชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและขับไล่ระบอบทักษิณ ก็คือ ข่าวผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นเจ้าภาพในการพบปะหารือกันระหว่าง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแกนนำผู้ชุมนุม

และวันนี้ยังพ่วงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.

หลายคนมองอย่างมีความหวังว่าเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อันมืดมิดของสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้ ขณะที่อีกหลายคนมองบทบาทกองทัพอย่างไม่วางใจ และตั้งคำถามว่านี่คือการ "รัฐประหารเงียบ" หรือไม่?

การพบปะพูดคุยมีขึ้นภายในกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ริมถนนวิภาวดีรังสิต โดยมีบุคคลอยู่ในห้องเพียง 5 คนเท่านั้น คือ นายกฯยิ่งลักษณ์ นายสุเทพ และผู้บัญชาการเหล่าทัพ 3 เหล่าทัพ ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.)

โดยที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไม่ได้เข้าร่วมวงพูดคุยด้วย

สำหรับบรรยากาศของการพบปะเป็นไปอย่างไม่เคร่งเครียดนัก ทั้งหมดได้รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน...

ข่าวจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ยืนยันว่า ตลอดการพบปะกัน ผู้นำเหล่าทัพแทบไม่ได้พูดอะไรเลย ทำหน้าที่เป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" หรือ facilitator ให้คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกันเท่านั้น

เนื้อหาการพูดคุยส่วนหนึ่งก็เป็นไปตามที่ นายสุเทพ แถลงบนเวทีที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อคืนวันที่ 1 ธ.ค. ขณะที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่ได้รับข้อเสนอใดๆ ของนายสุเทพ และไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมาก โดยบอกว่าขอไปหารือกับทีมงานก่อน

แหล่งข่าวระดับสูงในกองทัพ อธิบายถึงบทบาทของทหารในวิกฤติการเมืองเที่ยวนี้ ซึ่งถูกมองอย่างไม่วางใจจากบางฝ่ายในท่วงทำนอง "รัฐประหารเงียบ" และมีพิมพ์เขียวการเมืองเตรียมไว้แล้ว โดยบอกว่ากองทัพไม่มีพิมพ์เขียว เพราะเป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมืองต้องคุยกันเอง กองทัพทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้นายกฯกับนายสุเทพได้มานั่งคุยกันเท่านั้น

แม้ไม่มีพิมพ์เขียว แต่ประเด็นที่กองทัพเป็นห่วงก็คือ "ความขัดแย้ง" ซึ่งไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมืองเพียงมิติเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชนด้วยกัน ซึ่งถูกปลุกระดมและบ่มเพาะความเกลียดชังฝ่ายที่มีความคิดความเชื่อแตกต่างกันอย่างมาก คำถามคือตรงนี้จะแก้อย่างไร หากจะ "เซ็ตซีโร่" กันจริงๆ ต้องมีคนตายอีกเท่าไร นี่คือปัญหาที่ยังขบคิดกันไม่ตกผลึก

"ฉะนั้นเบื้องต้นฝ่ายการเมืองต้องหาทางออกเฉพาะหน้าก่อน ซึ่งต้องแก้ด้วยการเมืองเท่านั้น" นี่คือท่าทีของกองทัพที่แหล่งข่าวอธิบาย

แต่การพูดคุยกันรอบแรกดูจะไม่ประสบผล เพราะฝ่ายนายสุเทพไม่ยอมรับอะไรเลย ขณะที่ฝ่ายนายกรัฐมนตรีมีท่าทีที่อ่อนกว่า และจากจังหวะก้าวทางการเมืองที่ผ่านมา ก็ถือว่ารัฐบาลยอมถอยไปหลายก้าวแล้ว

แหล่งข่าวคนเดิม กล่าวต่อว่า ประเด็นก็คือ ทั้งสองฝ่ายต้องหาทางออกร่วมกันให้ได้ มิฉะนั้นประเทศก็เดินหน้าไม่ได้ หากยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แล้วฝ่ายนายสุเทพหรือฝ่ายที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายชนะ ก็จะถูกฝ่ายพรรคเพื่อไทยหรือผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยนำมวลชนมาขับไล่อีก ปัญหาก็จะวนเวียนไม่รู้จบ

ทางออกคือหาข้อตกลงที่พอยอมรับกันได้ ในส่วนของนายสุเทพ กองทัพมีความเห็นชัดเจนว่าข้อเสนอตั้งสภาประชาชนไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับ และฝ่ายรัฐบาลซึ่งมีอำนาจรัฐอยู่ และได้รับอำนาจมาจากการเลือกตั้งก็คงไม่ยอม เพราะไม่สามารถอธิบายกับมวลชนผู้สนับสนุนตนเองได้เหมือนกัน ฉะนั้นต้องพิจารณาว่าจะมีทางออกกลางๆ อะไรให้ยอมรับกันได้ทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายผู้ชุมนุมก็พอยอมรับได้ ยอมสลายตัวกลับบ้าน และมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อไป ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องมีช่องทางให้เดิน

"ทั้งหมดนี้กองทัพไม่ได้มีพิมพ์เขียว แต่เป็นแนวทางที่วิเคราะห์ได้ ไม่มีรูปแบบเตรียมไว้ เพราะต้องให้ฝ่ายการเมืองคิดเอง" แหล่งข่าวย้ำ

ขณะที่หน่วยข่าวความมั่นคง ให้ข้อมูลเสริมว่า ความเป็นไปได้ของการรัฐประหาร จนถึงขณะนี้มีโอกาสเท่ากับศูนย์ และกองทัพจะเลือกใช้วิธีละมุนละม่อมเพื่อให้บ้านเมืองเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างเรียบร้อยมากกว่า

นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันพระปกเกล้า นักเจรจาไกล่เกลี่ยชื่อดัง กล่าวว่า สาเหตุที่การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นไม่ได้ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา เพราะทั้งคู่ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่เมื่อกองทัพเป็นตัวกลางประสานทั้งสองฝ่ายมาพบกันได้ แสดงว่าความไว้วางใจเกิดขึ้นแล้ว และชี้ให้เห็นว่ากองทัพเป็นองค์กรที่ทั้งสองฝ่ายไว้วางใจ หรืออาจมีใครหรือสถาบันใดให้หลักประกันจนทั้งสองฝ่ายไว้วางใจ โดยมีกองทัพเป็นสื่อกลาง

การที่กองทัพเล่นบท "คนกลาง" เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับข้อเสนอของนักวิชาการบางปีก เช่น วันวิชิต บุญโปร่ง แห่งมหาวิทยาลัยสยาม หรือ ไชยันต์ ไชยพร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขณะที่ข่าววงในบางกระแสอ้างว่า การที่กองทัพเล่นบทบาทนี้มาจากแรงกดดันและคำแนะนำของหัวแถวบูรพาพยัคฆ์อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรัฐมนตรีกลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งยังเกาะติดความเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ไม่ห่าง

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร จังหวะก้าวของกองทัพในวันนี้ย่อมถือเป็นบทบาทใหม่ที่ดีกว่าการรัฐประหาร ลากรถถังออกมายึดอำนาจแน่นอน แม้บางคนจะกริ่งเกรงว่านี่คือการสถาปนาอำนาจของกองทัพแบบยั่งยืนเหนือการเมืองทุกขั้ว ไม่ต่างอะไรกับการรัฐประหารโดยไม่ต้องใช้รถถังสักคัน หรือปืนสักกระบอกก็ตาม!