วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อมร'ชี้ทางออกประเทศล้มเผด็จการรัฐสภา

"อักขราทร"อดีตปธ.ศาลปกครองสูงสุด "อมร"ปธ.ร่างกม.กฤษฎีการ่วมบรรยายพิเศษ ชี้ทางออกประเทศต้องล้มเผด็จการพรรคการเมืองนายทุนในรัฐสภา

นายอักขราทร จุฬารัตน อดีตประธานศาลปกครองสูงสุด ได้บรรยายพิเศษ หัวข้อเรื่อง "แนวคิดและหลักพื้นฐานของกฎหมายมหาชน" ให้กับผู้เข้าอบรมหลักสูตรนักบริหารการยุติธรรมทางปกครองระดับสูง (บยป.) รุ่นที่ 5 ว่า ตลอดระยะเวลา 45 ปีที่ทำงานเกี่ยวข้องด้านกฎหมายมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าดูเหมือนบ้านเราจะมีปัญหาในเรื่องกฎหมาย และช่วง 2-3 ปีมานี้นักวิชาการกฎหมายเมืองไทยเป็นกันง่ายมาก บางคนให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน เพียงข้ามคืนก็กลายเป็นผู้ที่รอบรู้เชี่ยวชาญกฎหมายไปในสายตาของสังคมขณะที่การเกิดกลไกควบคุมโดยรัฐธรรมนูญและมีองค์กรตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย เพราะความจำเป็นที่ปัจจุบันใน 3 อำนาจอธิปไตยนั้น ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ มาจากจากการเลือกตั้งเดียวกัน โดยส่วนหนึ่งไปเป็นฝ่ายบริหาร อีกส่วนเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ทำให้การคานอำนาจระหว่างกันหมดไป โดยที่คนพยายามจะเรียกร้องให้ตุลาการมาจากการเลือกตั้งนั้น ต้องบอกว่าศาลไม่ใช่องค์กรการเมือง และการทำงานหน้าที่ของตุลาการต้องเป็นไปด้วยความอิสระ หากจะให้มาจากการเลือกตั้งแล้วอาจมีปัญหาเรื่องความอิสระ ซึ่งแม้ในต่างประเทศจะมีตุลาการมาจากการเลือกตั้งให้เห็นบ้างแต่ก็น้อยมาก

ขณะที่นายอักขราทร เปรียบเทียบการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยกฎหมายกับศาลในต่างประเทศด้วยว่า เมื่อปี ค.ศ.1803 หรือ 200 กว่าปีที่แล้ว ศาลสูงหรือศาลฎีกาสหรัฐ ก็เคยใช้อำนาจวินิจฉัยเกี่ยวกับกฎหมายที่ออกมาว่าขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งที่รัฐธรรมนูญสหรัฐก็ไม่ได้เขียนให้ศาลสูงมีอำนาจวินิจฉัย ตอนนั้นก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร ไม่เหมือนกับประเทศไทยที่กลายเป็นเรื่องตื่นตกใจ ซึ่งทุกเรื่องเป็นประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่เราก็ไม่เคยที่จะไปศึกษา โดยขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญ เราก็กำหนดอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแต่ละกรณีกว้างแคบ แตกต่างกันไป เช่น บางเรื่องก็ให้มีอำนาจยับยั้ง บางเรื่องก็ให้สั่งยุติได้ โดยยึดแบบอย่างของเยอรมัน

ขณะที่นายอมร จันทรสมบูรณ์ ประธานร่างกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 4 และอดีตที่ปรึกษากฎหมายในรัฐบาลสมัยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ได้บรรยายพิเศษหัวข้อ กฎหมายมหาชน กับทิศทางประเทศไทย ว่า การปฏิรูปประเทศของไทย สามารถเทียบเคียงได้กับประเทศญี่ปุ่น โดยเริ่มต้นในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งไทยเริ่มเมื่อปีค.ศ.1867 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนประเทศญี่ปุ่นเริ่มสมัยจักรพรรดิมัตสุฮิโต ในปี ค.ศ.1868 โดยญี่ปุ่นสามารถปฏิรูปการเมือง ระบบกฎหมายและประเทศได้เสร็จโดยใช้ระยะเวลา 42 ปี ขณะที่ของไทยเราจนถึงปัจุบันก็ยังไม่สิ้นสุด โดยช่วงแรกรัชกาลที่ 5 ได้ปฏิรูปให้มีกฎหมายอาญา - แพ่ง มีระบบศาล มีการตั้งกระทรวง ทบวง กรม การตั้งกองทัพ และการกระจายอำนาจ โดยผลการปฏิรูปในสมัย ร. 5 ที่เห็นผลสำคัญ คือไทยไม่ต้องเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ

นายอมร ยังกล่าวถึงปัญหากฎหมายมหาชนในประเทศไทยว่า บ้านเรามีกฎหมายเยอะไปหมด แต่ความรู้เราไม่มีตำราการศึกษาก็ล้าหลังไปมาก ไม่รู้กฎหมายมหาชนคืออะไร ที่สำคัญการบังคับใช้ก็ไม่ได้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ส่วนประชาธิปไตยที่เราเข้าใจก็เหมือนถูกหลอกมาตั้งแต่ปี2535 จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการพรรคการเมืองนายทุนในระบอบรัฐสภา ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลก

"ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีการเขียนรัฐธรรมนูญ ใน 3 เรื่อง คือ 1. บังคับส.ส.ต้องสังกัดพรรค ทำให้ส.ส.ไม่มีอิสระในการยกมือในสภา 2. ให้พรรคการเมืองไล่ออก ส.ส.ได้ และ 3 นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งหมดเราลอกหลักการมาจากประเทศที่เป็นเสรีประชาธิปไตย แต่เราใช้กฎหมายไม่เป็น ไม่เข้าใจหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง ครั้งแรกเราแก้เพื่อไม่ให้มีเผด็จการทหาร แต่เมื่อแก้แล้วก็กลับกลายมาเผด็จการนายทุน ฯ ซึ่งประเทศเหล่านั้นเอาเงินมาซื้อ ส.ส.ไม่ได้ แต่ของไทยเวลาจะโหวตเรื่องต่างๆ ในสภา ก็จะมีเงินใส่ซองมา ส่งผลให้เราเป็นเผด็จการนายทุนพรรคการเมืองสมบูรณ์แบบ"นายอมร กล่าว