วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักสันติวิธีชี้ทางออกก่อนปะทะ

นักสันติวิธีชี้ทางออกก่อนปะทะ "รัฐ-ม็อบ" ตั้ง "ตัวแทน" ประสานพูดคุย

สถานการณ์การชุมนุมขับไล่รัฐบาลพร้อมถอนรากระบอบทักษิณภายใต้การนำของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องบอกว่ากำลังก้าวเดินสู่ความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง

ปัญหาที่เห็นอย่างเด่นชัดคืออารมณ์ของมวลชนถูกปลุกไปสูงมาก...มวลชนที่อยู่ในสถานที่ชุมนุมถูกปลุกจากการปราศรัย เห็นได้จากเมื่อคืนวันที่ 26 พ.ย. หลังจากที่ นายสุเทพ ประกาศบนเวทีว่าตำรวจนับหมื่นนายจะล้อมจับเขา ได้ปรากฏความตื่นตัว หวาดระแวง มีการจัดเวรยามกันเองของผู้ชุมนุม และสุดท้ายก็ไปล้อมกรอบขบวนรถของตำรวจปราบจลาจลจากต่างจังหวัดที่กำลังเดินทางกลับหน่วย

มวลชนที่ติดตามสถานการณ์อยู่ที่บ้านก็ถูกปลุกผ่านโซเชียลมีเดีย ข่าวลือ ข่าวเล่า ข่าวบอกต่อมีมากมายจนกรองกันไม่ไหวว่าข่าวไหนจริง ข่าวไหนเท็จ ข่าวร้อนที่สุดในยามค่ำคืนคือข่าวเจ้าหน้าที่เตรียมสลายม็อบ จึงปรากฏมวลชนในชุดนอนขับรถไปปิดถนนช่วยม็อบ นี่เป็นตัวอย่างของการรับสื่อมากจนผวา

ขณะที่สถานการณ์ในม็อบจริงๆ นายสุเทพเองก็ไม่ได้เปิดทางถอยให้รัฐบาล เพราะยืนกรานชัดเจนว่ายุบสภา ลาออกยังไม่พอ และไม่เจรจา

แน่นอนว่าด้านหนึ่งอาจเป็นลีลาการปราศรัย แต่อีกด้านหนึ่งก็เหมือนส่งสัญญาณ "ยอมหักไม่ยอมงอ" ผู้ชุมนุมก็ฮึกเหิมสุดขีด คิดว่าการไปยึดสถานที่ราชการ กระทรวง ทบวง กรม และศาลากลางจังหวัด เป็นทางออกเดียวที่จะนำไปสู่ชัยชนะ

ฝ่ายรัฐบาลก็เมินเฉย เพราะเชื่อในกุนซือที่มองสถานการณ์แต่เรื่องแพ้กับชนะ เชื่อว่าอีกไม่กี่วันม็อบจะเหนื่อยและฝ่อไปเอง ยิ่งเดือน ธ.ค.วันหยุดเยอะ ยิ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ม็อบสลาย งานนี้จึงไม่ต้องทำอะไร แค่ระวังไม่ให้มีการปะทะก็พอ

นี่คือภาพสถานการณ์โดยรวมในขณะนี้ หลายคนบอกว่าไม่มีทางออกแล้ว แต่นักสันติวิธีอย่าง เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เชื่อว่ายังมีทางออก

"ตอนนี้ทุกฝ่ายมองว่าการพูดคุยกันตรงๆ คงยาก เพราะต่างฝ่ายต่างยกระดับไปเยอะ และมีการยั่วยุซึ่งกันและกัน ตำรวจเองก็ยกระดับด้วยการขยายพื้นที่บังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และออกหมายจับคุณสุเทพ ก็ถือเป็นการยั่วยุแบบหนึ่ง ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ดาวกระจายไปปิดสถานที่ราชการหลายแห่ง ก็ถือเป็นการยั่วยุเหมือนกัน และยกระดับกันทั้งสองฝ่าย แต่ทางออกก็ยังพอมีอยู่ นั่นคือต้องมีกลไกสื่อสารระหว่างกัน"

เอกพันธุ์ อธิบายว่า กลไกการสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้จะมีลักษณะคล้ายๆ กับการเลือก "อนุญาโตตุลาการ" (ตุลาการที่คู่พิพาทอนุญาตให้แต่งตั้งขึ้น) แต่คณะที่ได้รับเลือกจะไม่มีอำนาจหน้าที่เหมือนอนุญาโตตุลาการ วิธีการเลือกก็คือให้รัฐบาลเลือกใครสักคนที่เห็นว่าฝ่ายผู้ชุมนุมยอมรับได้ ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมก็เลือกใครสักคนที่คิดว่าฝ่ายรัฐบาลยอมรับได้

เมื่อได้ตัวแทนที่เลือกโดยทั้งสองฝ่ายแล้ว ก็ให้ 2 คนที่เป็นตัวแทนแต่ละฝ่าย เลือกใครก็ได้อีก 1 คนที่คิดว่าทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ คณะทำงานชุดนี้ก็จะมี 3 คน ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุม

"คณะทำงานก็จะคอยวิ่งไปวิ่งมา ไปคุยกับรัฐบาลว่ารู้สึกอย่างไร คิดอย่างไรบ้างกับการชุมนุม มองว่าอะไรบ้างที่เป็นทางออก จากนั้นก็วิ่งไปคุยกับผู้ชุมนุม เอาข่าวสารไปแจ้ง ไปรับฟังความต้องการ ทำหน้าที่เหมือน shuttle diplomacy การพูดคุยไม่ต้องคุยเรื่องยากๆ แค่รับฟังในสิ่งที่แต่ละฝ่ายคิด ซึ่งในรายละเอียดอาจมีเรื่องบางเรื่องที่ตรงกัน แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ได้เกี่ยวกับความขัดแย้งใหญ่ แต่ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยกันจริงๆ ได้"

เอกพันธุ์ บอกด้วยว่า สถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้ ต้องมีกลไกอะไรบางอย่างที่ทำหน้าที่แปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง โดยสามารถพูดคุยและรับฟังได้ทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าไม่มีกลไกอะไรเลย ทุกอย่างก็จะจบเหมือนในอดีตที่เคยเป็นมา ซึ่งทุกครั้งจะมีการเสียเลือดเนื้อ

นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ นักวิชาการด้านสันติวิธี กล่าวว่า สถานการณ์ ณ ขณะนี้ยังไม่ถึงทางตัน โดยทางออกที่อยากเสนอคือ ผู้มีอำนาจมากกว่าต้องรับฟังคนมีอำนาจน้อยกว่า ในที่นี้คือรัฐบาลต้องพยายามรับฟังกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะรัฐบาลถือว่าอยู่ในตำแหน่ง มีอำนาจ มีกองกำลัง มีกฎหมายในมือ ถ้าไปใช้วิธีการตาต่อตาฟันต่อฟัน ฝ่ายแพ้จะเป็นรัฐบาล

"ถ้ารัฐบาลเข้าใจเรื่องแบบนี้ จะไม่เลือกวิธีบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว แต่จะหาคนมาประสาน มาฟังเสียงผู้ชุมนุม เพราะครั้งนี้ต้องยอมรับว่ามีคนร่วมเป็นล้านๆ อย่าไปดูถูก รัฐบาลน่าจะมีคนที่ตนเองไว้ใจและเป็นคนที่ผู้ชุมนุมไว้ใจด้วย แล้วส่งไปพูดคุย ใช้ภาษาท่าทางคุยกัน ถ้าทำงานด้วยกันได้ก็จะนำไปสู่การเจรจาในที่สุด"

นักวิชาการด้านสันติวิธีชื่อดัง บอกด้วยว่า ข้อเสนอในการปฏิรูปประเทศ 7 ข้อของนายสุเทพถือว่าน่าสนใจ คนส่วนใหญ่น่าจะเห็นด้วย รวมทั้งรัฐบาล น่าจะมีบางเรื่องที่เห็นตรงกัน และหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันโดยใช้เป็น "จุดสนใจร่วมกัน" เพราะการปฏิรูปเรื่องใหญ่ๆ แบบนี้ ทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือ ส่วนกระบวนการพูดคุยกันก็ต้องใช้การสานเสวนาหาทางออก

หมอวันชัย ย้ำทิ้งท้ายว่าไม่มีอะไรที่สายเกินไปหากตั้งใจดีต่อบ้านเมือง!