"ถ้าสภาหรือรัฐบาลเดินหน้าต่อไปเสมือนหนึ่งไม่มีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ บ้านเมืองคงเกิดกลียุค" : มีชัย ฤชุพันธุ์
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานวุฒิสภา ในฐานะนักกฎหมายระดับปรมาจารย์ซึ่งเคยมีบทบาทในการยกร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายฉบับ ได้โพสต์ตอบคำถามในคอลัมน์ "ถาม-ตอบกับมีชัย" ในเว็บไซต์มีชัยไทยเเลนด์ดอทคอม http://www.meechaithailand.com อธิบายถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เอาไว้อย่างน่าสนใจ
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางทั้งในแวดวงนักการเมือง นักวิชาการ และนักกฎหมายว่าศาลมีอำนาจวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ อีกทั้งการประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา รวมถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร
การขยับออกมาแสดงความคิดเห็นของนายมีชัย เป็นจังหวะก้าวที่หลายฝ่ายจับตาเป็นพิเศษ...
คำถามที่มีผู้โพสต์ถามในเว็บไซต์ คือ "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องปฏิบัติตามหรือไม่...กราบเรียนถามอาจารย์หน่อยครับว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญการได้มาของ ส.ว.ที่ฝ่ายนิติบัญญัติเสนอนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และบอกว่าศาลไม่มีอำนาจรับเรื่องร้องเรียน และเป็นการก้าวล่วงอำนาจนิติบัญญัติ แม้ท่านประธานรัฐสภาก็ไม่ยอมรับ ประชาชนอย่างผมควรจะเชื่อฝ่ายไหนดีครับ การที่ศาลมีคำวินิฉัยออกมาแล้วอย่างนี้แต่ไม่ยอมรับกันแล้วจะอยู่กันอย่างไรครับ"
นายมีชัย โพสต์ตอบในเว็บไซต์ว่า โดยทั่วๆ ไปเวลาที่ผู้ร้ายหรือผู้ทำผิดและถูกศาลตัดสินลงโทษ ส่วนใหญ่ก็มักจะพูดหรือคิดอยู่ในใจว่าตนเองไม่ผิด และไม่ยอมรับคำพิพากษานั้น แต่คนอื่นๆ ที่เขามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา เขาก็ปฏิบัติไป เอาตัวไปเข้าคุก หรือประหารชีวิต สุดแต่กรณี
การที่คนทำผิดจะรับหรือไม่รับจึงไม่มีผลอะไร แต่บังเอิญคราวนี้คนทำผิดคือประธานสภา สภา และรัฐบาล เวลาออกมาประกาศว่าไม่ยอมรับ จึงมีผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้คน และหลักการปกครองประเทศอย่างรุนแรง แม้ว่าในทางหลักนิติธรรม การปฏิเสธนั้นจะไม่มีผลในทางกฎหมายใดๆ แต่ก็อาจสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายและอันตรายต่อความสงบสุขของประเทศได้อย่างมาก
เช่น ถ้าสภาหรือรัฐบาลเดินหน้าต่อไปเสมือนหนึ่งไม่มีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างที่มีคนบ้าๆ คิดจะทำหรือเสนอให้ทำอยู่ บ้านเมืองคงเกิดกลียุค เพราะเท่ากับเอาน้ำมันราดลงไปบนกองเพลิง ประชาชนคงไม่ยอม และคงจะโกรธแค้นอย่างรุนแรง คนที่พูดหรือทำอย่างนั้นพร้อมทั้งครอบครัวจะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตอย่างอนาถ อย่าเล่นกับความแค้นของประชาชนเป็นอันขาด
ที่ถามว่าในฐานะประชาชนจะควรเชื่ออย่างไร คำตอบก็คือ เราเป็นประชาชน ไม่ใช่อันธพาล จึงต้องปฏิบัติตามคำตัดสินอันเป็นที่สุดของศาล ต้องประพฤติตนตามกติกาของบ้านเมือง การจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยย่อมทำได้และเป็นของธรรมดา แต่จะปฏิเสธหรือไม่ยอมรับหรือไม่รับรู้ เห็นจะไม่ได้ เพราะถ้าบ้านเมืองไร้ขื่อแป จะมีผลต่อเราโดยตรง ไม่เหมือนคนที่เป็นนักการเมืองที่กอบโกยเงินทองไว้ล้นเหลือ ที่ถึงเวลาเขาก็คงหอบเงินและลูกเมียไปเสวยสุขยังต่างประเทศได้
ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกับคณะท่านออกมาพูดปฏิเสธไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญน่ะ ท่านคงลืมไปว่าท่านยังเป็นรัฐมนตรีอยู่ และอยู่ในกระทรวงที่รับผิดชอบการปกครองซึ่งต้องดูแลให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎกติกา
การปกครองบ้านเมืองนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเชื่อถือศรัทธาที่ประชาชนมีต่อผู้ปกครองบ้านเมืองด้วยเป็นสำคัญ ถ้าประชาชนขาดความเชื่อถือศรัทธาแล้ว ต่อให้มีเสียงข้างมากอย่างไรก็ถูลู่ถูกังไปได้เพียงระยะเดียว ไม่ว่าจะทำอะไรคนก็จะไม่เชื่อ มีแต่ความระแวงสงสัย ดูเหตุการณ์สองสามวันนี้ก็จะรู้ มีใครก็ไม่รู้เอาตะปูไปโรยเพื่อสกัดไม่ให้คนเดินทางมาชุมนุม ไม่ว่ารัฐบาล คนของรัฐบาล และตำรวจจะออกมาบอกอย่างไรว่าไม่รู้ไม่เห็น แต่ลองไปถามคนร้อยทั้งร้อย แม้แต่คนเสื้อแดงก็เถอะ เขาก็ปักใจว่าเป็นการกระทำของรัฐบาล คนของรัฐบาล และตำรวจทั้งนั้น
และเมื่อเขาเชื่ออย่างนั้น เขาก็เลยต้องหาทางมากันให้ได้ ใครที่ไม่ได้คิดว่าจะมา ก็ทนอยู่ไม่ได้ ต้องพยายามออกมากันจนล้นฟ้าอย่างที่เห็น ด้วยความเชื่อที่ว่ารัฐบาลอำมหิต รังแกประชาชนโดยไม่สนใจว่าถ้ารถยางแตก ชาวบ้านจะเจ็บตายกันอย่างไร คนเป็นรัฐบาลถ้าถูกกล่าวหาอย่างนั้น จะบริหารงานต่อไปได้อย่างไร





