ปชป.ลุยถอดถอนนายกฯ อ้างเหตุร่วมลงมติร่าง รธน.วาระ 3 ด้านเพื่อไทยเดินเกมโต้กลับ กองทัพเตือนปมขัดแย้งการเมืองทำลายชาติ
ประชาธิปัตย์ไล่บี้รัฐบาลและเครือข่าย เตรียมยื่นถอดถอน-ฟันอาญาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แย้มนายกฯ อยู่ในข่ายโดนถอดถอนด้วย เหตุร่วมลงมติร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระ 3 จี้ถวายรายงานถอนร่างกลับมา ด้าน "ยิ่งลักษณ์" ยังกั๊กรอคำแนะนำกฤษฎีกา-ทีมกฎหมาย อ้างเป็นเรื่องใหม่ไม่เคยเกิดขึ้น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ที่ประชุมมีมติเรียกร้องให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับพรรคเพื่อไทย ทบทวนท่าทีและแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่มีการนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้งๆ ที่ยังมีปัญหาข้อกฎหมายอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่ฟังเสียงท้วงติงจากฝ่ายต่างๆ
"หากยังเป็นนักการเมืองที่เคารพระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากยังเป็นนักการเมืองที่ยึดถือในเรื่องหลักนิติธรรม และยังต้องการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ก็ต้องทบทวนและปรับทัศนคติในเรื่องนี้ เนื่องจากได้สร้างความเสียหายจนกำลังจะนำชาติสู่วิกฤติรุนแรง"
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อรัฐบาลสร้างปัญหากระทำความผิด แต่ไม่มีแนวโน้มแสดงความรับผิดชอบ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะดำเนินการทั้งทางการเมืองและในทางกฎหมาย เพราะจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีบุคคลที่กระทำความผิด คือ จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และบางส่วนกระทำความผิดทางอาญาด้วย ฉะนั้นพรรคจะร้องขอให้มีการถอดถอนบุคคลที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และแจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีอาญากับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย
1.กลุ่มบุคคลที่เสนอและใช้เอกสารปลอมให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา จะถูกดำเนินคดีอาญา ได้แก่ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ในฐานะประธานรัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช ในฐานะรองประธานรัฐสภา และนายสุวิจักษณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาผู้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด 312 คน เพราะทราบอยู่แล้วว่าไม่ใช่ร่างที่ตัวเองเสนอต่อสภา แต่ไม่มีการยับยั้งเอกสารปลอมดังกล่าว รวมทั้งกรณีการเสียบบัตรแทนกันของ นายนริศร ทองธิราช ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กลุ่มนี้จะมีการยื่นถอดถอนและดำเนินคดีอาญา
ถอดถอนนายกฯด้วยฐานร่วมลงมติ
2.สำหรับการถอดถอน นอกจากประเด็นที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังมีความผิดอื่นที่ศาลบรรยายไว้ ตั้งแต่การตัดสิทธิการแปรญัตติผิดตามข้อบังคับ คือ นายสมศักดิ์ ในฐานะประธานรัฐสภา รวมถึงบุคคลที่ลงมติในมาตรา 11 และ 11/1 (ให้สามารถประกาศใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.ฉบับใหม่ได้เลยโดยไม่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบก่อน) รวมถึงให้ความเห็นชอบในวาระสามทั้งหมด ซึ่งมี นางยิ่งลักษณ์ รวมอยู่ด้วย โดยจะยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ได้ในต้นสัปดาห์หน้า เพื่อให้บุคคลเหล่านี้รับผิดชอบต่อการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น
"ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ทบทวนจุดยืนและแนวคิด เท่ากับกำลังจะบอกว่าการดำเนินการในประเทศนี้จะปลอมเอกสารก็ได้ จะทุจริตใช้สิทธิแทนคนอื่นก็ได้ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อย่าเอาเรื่องอื่นมากลบเกลื่อนความผิดที่มีพยานหลักฐานชัดเจน และอย่าเบี่ยงเบนไปเป็นกรณีอื่น เช่น การประกาศท้าทายไม่ยอมรับอำนาจศาล และจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ฉะนั้นนายกฯจะลอยตัวเหนือปัญหาไม่ได้"
หยุดบิดเบือนศาลก้าวล่วงพระราชอำนาจ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัดว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฯ ไม่อาจบังคับใช้ได้ นายกฯในฐานะที่เป็นผู้เสนอร่างก็ควรกราบบังคมทูลถวายรายงานเพื่อให้เป็นข้อยุติที่ชัดเจนว่าร่างรัฐธรรมนูญฯหมดสภาพไปแล้ว ถ้านายกฯไม่เข้าใจ อ้างว่าต้องถามคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่วนตัวก็มั่นใจว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ต้องยืนยันตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้ว
"ถ้าไม่ยอมรับอำนาจศาล ให้ประกาศมาว่าที่นายกฯไม่ทำอะไรเลย เพราะไม่ยอมรับอำนาจศาล ประชาชนและองค์กรที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง" ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุ พร้อมเรียกร้องให้บางฝ่ายหยุดเบี่ยงเบนประเด็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงพระราชอำนาจ หรือบิดเบือนว่าเป็นความขัดแย้ง ระหว่างสถาบันตุลาการกับสถาบันสูงสุด เพราะไม่ใช่ความจริง
นายกฯอ้างไม่เคยเกิดเหตุ-ไม่รู้ทำอย่างไร
ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย โดยบอกว่า เรื่องการดำเนินการต่อจากนี้ ต้องรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาและฝ่ายกฎหมายได้ศึกษาก่อน เพราะเป็นเหตุการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย ยืนยันว่าเราทำตามขั้นตอน ส่วนตัวมีความกังวลมาตลอดอยู่แล้ว ไม่อยากเห็นความขัดแย้ง และหวังว่าการศึกษาข้อกฎหมายต่างๆ จะมีทางออก
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้นหรือไม่ กรณีที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงตอบไม่ได้ เพราะว่าทุกคนก็แสดงออกในความคิดเห็นของแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกฎหมายหรือนักวิชาการต่างๆ น่าจะได้มาให้ความเห็น เพราะเป็นเรื่องใหม่จริงๆ
จ่อทำซีดีล้านแผ่นแจงศาลตัดสินมิชอบ
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะมีพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยจัดทำเอกสารและซีดีนับล้านแผ่นเผยแพร่ให้ประชาชนได้เข้าใจถึงหลักการประชาธิปไตยและการตัดสินของศาลที่มิชอบด้วยกฎหมาย
รุกกลับยื่นฟ้อง-ถอดถอน "ศาล-ปชป."
แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ทีมกฎหมายและทีมยุทธศาสตร์ของพรรคได้รับสัญญาณให้เดินเกมรุกกลับ ด้วยการใช้มาตรการทางกฎหมายเช่นกัน โดยแกนนำได้มอบหมายให้ทีมกฎหมายของพรรครวบรวมข้อมูลเพื่อฟ้องร้องคดีอาญาแกนนำฝ่ายค้าน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และแกนนำม็อบต่างๆ ที่โจมตีรัฐบาล รวมทั้งการยื่นถอดถอนกลับด้วย จะมีการรุกกลับพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นถอดถอนแกนนำและ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นเวทีการชุมนุมตั้งแต่เวทีสามเสนและเวทีราชดำเนิน พร้อมหาช่องทางยื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วย
นอกจากนี้ ทางพรรคยังเตรียมใช้มาตรการอารยะขัดขืนเช่นเดียวกับม็อบต้านรัฐบาล หลังจาก ส.ส.ของพรรคร่วมประกาศไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ โดยจะรวมไปถึงไม่รับอำนาจในการพิจารณากรณียื่นถอดถอน 308 ส.ส.-ส.ว.เช่นกัน แม้ว่า ป.ป.ช.จะพิจารณาให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็จะไม่ปฏิบัติตาม
เล็งเปลี่ยน "สมศักดิ์" จากเก้าอี้ปธ.สภา
แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า แกนนำสำคัญของพรรค ได้หารือถึงการแก้ปมปัญหาเพื่อไม่ให้กระทบต่อรัฐสภาและรัฐบาล โดยเตรียมพิจารณาเปลี่ยนตัว นายสมศักดิ์ ที่ได้ถูกยื่นคำร้องให้ ป.ป.ช.ถอดถอนออกจากตำแหน่ง เพื่อตัดตอนไม่ให้เกิดปัญหาตามมา ทั้งนี้พรรคต้องพยายามรักษาเสถียรภาพรัฐบาลให้ปลอดภัยก่อน และทยอยแก้ปัญหาทีละปม โดยจะไม่เพิ่มปัญหาใหม่อีก โดยเฉพาะเรื่องการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่จะถูกขยายประเด็นต่อต้านต่อไป
สภาสูงนัดถกคำวินิจฉัยศาล 25 พ.ย.
ความเคลื่อนไหวของฝ่ายสภา ได้มีการนัดหมายเพื่อหารือเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดย นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ซึ่งถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งจากกรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฯด้วย กล่าวว่า ในวันที่ 25 พ.ย.ทาง ส.ว.จะมีการหารือกัน ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับที่ประชุม
"ทางออกจะเป็นแนวทางเดียวกันกับของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุม แต่ส่วนตัวมองว่าเมื่อได้ลงเรือลำเดียวกับพรรคเพื่อไทยแล้ว คงต้องทำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนที่ได้ยื่นถอดถอนตัวผม ก็ได้เตรียมหลักฐานเพื่อชี้แจงไว้ทั้งหมดแล้ว ไม่กังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้น" นายนิคม กล่าว
ขณะที่ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เท่าที่ได้ตรวจดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เช่น การที่ศาลรัฐธรรมนูญวางแนวให้รัฐสภาจะต้องกำหนดให้ผู้เสนอคำแปรญัตติได้อภิปรายอย่างเต็มที่ การออกเสียงลงคะแนนของส.ส.และ ส.ว. และการกำหนดวันแปรญัตติเพื่อให้ ส.ส.และ ส.ว.เสนอแก้ไขถ้อยคำในร่างกฎหมาย จะต้องให้สิทธิกับสมาชิกรัฐสภาอย่างเต็มที่ เป็นต้น ซึ่งประเด็นทั้งหมดนี้จะนำเสนอต่อ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติในอนาคตต่อไป
"จะเร่งหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้าน ประธานวิปฝ่ายค้าน ประธานวิปรัฐบาล ซึ่งผมจะนำเรื่องนี้หารือกับประธานสภาก่อนจะเชิญทุกฝ่ายมาคุยกันเพื่อหารือต่อไป เพราะเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก" นายวิสุทธิ์ กล่าว
กองทัพฉะปมขัดแย้งการเมืองทำลายชาติ
ที่ กระทรวงกลาโหม พล.ต.สุรชาติ จิตต์แจ้ง หัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ สำนักรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่า เกิดความแตกแยกและซึมลึกไปทั่วทุกองค์กร เกิดการแบ่งฝ่าย สื่อมวลชนก็แบ่งข้าง ข่าวแถลงเรื่องเดียวกันแต่เสนอไปกันคนละด้าน โดยปรุงแต่งด้วยการใช้ความเชื่อและอคติของตนเอง ไม่ยอมรับความเห็นของกันและกัน เอาชนะคะคานทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มและพวกพ้อง มีแนวโน้มสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจและน่าห่วงใยต่อบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง
บรรยากาศความแตกแยกได้เกิดขึ้นและพัฒนามาตามลำดับมาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว ควรพอกันได้หรือยัง ควรยุติกันดีหรือไม่ ควรจะมีการพูดคุยกันดีกว่า เพราะทุกคนต่างรักและหวังดีต่อประเทศไทย
"สถานการณ์การเมืองปัจจุบันทำให้เกิดการกัดเซาะผุกร่อนความมั่นคงของชาติ เพราะความมั่นคงของชาติคือการอยู่รอดปลอดภัย ประชาชนกินดีอยู่ดี ประเทศชาติมีความปลอดภัยและพัฒนาอย่างยั่งยืน ผมจึงอยากเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกคนร่วมมือช่วยกันเป็นพลังที่มีประสิทธิภาพและเป็นกระบอกเสียงให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยด้วยเหตุและผล ยึดถือประโยชน์ของชาติเป็นเป้าหมาย โดยละวางประโยชน์แห่งตนและพวกพ้อง ขณะที่ประชาชนต้องร่วมกันแสดงออกเป็นเสียงเดียวกัน เป็นพลังที่บริสุทธิ์ด้วยการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดสร้างความเกลียดชัง หยุดทำร้ายประเทศไทย ถึงเวลาคืนความสุขให้กับสังคมไทยและหันหน้าเข้าหากัน" พล.ต.สุรชาติ กล่าว





