คำร้อง"อภิสิทธิ์-กรณ์"สกัดพ.ร.บ.กู้เงิน2ล้านล้าน อ้างกู้มากกว่า4เท่าเคยกู้ไอเอ็มเอฟ และเกินครึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีในงบลงทุน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า ในร่างคำร้องให้ประธานสภายื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 154 ของรัฐธรรมนูญว่าร่างพ.รบ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้อง ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ได้ยื่นไปนั้นมีสาระสำคัญ คือ การที่รัฐบาลอ้างเหตุขอกู้เงิน เพื่อพัฒนาโครงสร้างด้านคมนาคมและรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ การลงทุนทั้งในและระหว่างประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ร่างคำร้องดังกล่าว ระบุว่าแต่คณะรัฐมนตรีกลับมีมติให้กู้เงินเป็นการเฉพาะ นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สินสาธารณะ และกำหนดวิธีการใช้จ่ายเงินเป็นการเฉพาะนอกงบประมาณรายจ่าย กฎหมายเกี่ยวกับการเงินและการคลัง นอกจากนี้ยังเป็นการกู้เงินนอกระบบงบประมาณที่ไม่ต้องนำส่งคลังของกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และยังสามารถโยกเงินระหว่างแผนงานได้อีก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่างคำร้องดังกล่าว ระบุว่า น่าสังเกตว่า พ.ร.บ.กู้เงินนี้เป็นการกู้เงินนอกระบบงบประมาณที่ใหญ่ที่สุด คือมากกว่า 4 เท่าของประเทศไทย ที่เคยกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และต้องเสียดอกเบี้ยมหาศาลถึง 3 ล้านล้านบาท ในเวลา 50 ปีอนาคต ซึ่งเป็นการย้ำชัดว่าร่างพ.ร.บ.ขอกู้เงินนี้ ไม่ได้ทำตามกรอบวินัยการเงิน การคลัง ที่ส.ส.หรือผู้แทนปวงชนในรัฐสภา ไม่มีอำนาจแม้จะเสนอเป็นพ.ร.บ. โดยรัฐสภาให้ความเห็นชอบเพียงครั้งเดียวที่จะขอกู้เงินมหาศาลมาใช้จ่ายใน 7 ปี ทั้งนี้ร่างคำร้องดังกล่าว ยังระบุอีกว่า พบว่ามีมูลค่าเกินครึ่งของงบประมาณลงทุนตามงบประมาณประจำปีปกติ ที่รัฐสภามีสิทธิกลั่นกรองทุกปี ที่เฉลี่ยตกปีละ 2.8 แสนล้านบาท แต่งบปี 56 กลับอยู่ที่ 4.4 แสนล้านบาทจึงเป็นการใช้เงินแผ่นดิน ที่ไม่มีการถ่วงดุลจากรัฐสภา นอกจากนี้ยังไม่มีรายละเอียดของโครงการต่างๆ ว่าจะใช้จ่ายเท่าไหร่ กลับเป็นเพียงกรอบการลงทุนพื้นฐานที่ไร้ความชัดเจนเป็นรูปธรรม
คำร้องยังระบุต่อว่า นอกจากนี้ยังพบว่ามีปัญหาอีก ว่าในระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท วาระ2 เมื่อวันศุกร์ที่ 20 ก.ย.56 ที่ผ่านมา ในช่วงที่มีการพิจารณามาตรา 6 เสร็จสิ้น ประธานในที่ประชุมขณะนั้น คือนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่อยู่ ได้สั่งให้ส.ส.กดบัตร เพื่อแสดงตัวก่อนลงมติในมาตรา 6
"แต่ปรากฏว่านายนริศร ทองธิราช ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ได้กดบัตรแสดงตนแทนเพื่อน ส.ส.รายอื่นอีก 4-5 คน และเมื่อประธานในที่ประชุมให้สัญญาณเพื่อให้ส.ส.ลงมติในมาตรา 6 ปรากฏว่านายนริศร ได้กดบัตรเพื่อลงคะแนนเห็นชอบ ในมาตรา 6 แทนส.ส.อื่นอีก 3-4 คน โดยมีคลิปบันทึกภาพและเสียงเป็นหลักฐาน ที่ได้ยื่นเป็นหลักฐานในการนี้ด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 130 มาตรา126 ทำให้ผลโหวตเป็นโมฆะ และยังขัดแย้งต่อประมาลแพ่งและพาณิชย์มาตรา150 ฉะนั้นร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จึงตราขึ้นไม่ถูกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและเป็นอันตกไปทั้งฉบับตามมาตรา 154 ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งร่างพ.ร.บ.นี้ยังตราไม่ถูกต้องตามกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ โดยมีความขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 มาตรา 57 มาตรา 66-67 และมาตรา 169"





