'ชัยอนันต์'ชี้การเมืองไทยแตกแยก'ด้านลบ'

'ชัยอนันต์'ชี้การเมืองไทยแตกแยก'ด้านลบ'

"ชัยอนันต์"ระบุวิกฤติทางการเมืองไทยไม่ใช่แค่การขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นความแตกแยกของสังคม แบ่งเป็นสองขั้วเป็นการเมืองด้านลบ

ผู้สื่อข่าวรายงาน จากห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ชั้น4 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า นายชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานสถาบันนโยบายศึกษา กล่าวปฐกถาพิเศษ"ชัยอนันต์พูดวิกฤติประเทศไทย"ว่า ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่เรามีการเรียกร้องทางการเมืองให้ดีขึ้นนั้น ในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆมาที่จะเป็นการประท้วงในเรื่องรัฐธรรมนูญหรือเผด็จการทหาร ทั้งๆที่ในครั้งนี้เรามีรัฐธรรมนูญและระบบรัฐสภาอยู่แล้ว แต่ที่คาดไม่ถึงคือการประท้วงในครั้งนี้มีคนออกมาประท้วงรัฐบาลมากมายและไม่ได้เป็นไปในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียวมีผู้คนที่เข้ามาชุมนุมมีทั้งหลากหลายวิชาชีพ แต่ออกมาชุมนุมไม่ได้เป็นเพราะระบบ แต่ออกมาเนื่องจาก ส.ส.ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนนั้นออกกฏหมายที่กระทบและขัดต่อความรู้สึกของประชาชน จึงถือเป็นวิกฤติทางการเมืองและระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก

"เราจึงต้องหันกลับมาคิดว่าระบบการเมืองที่เป็นกันอยู่เวลานี้เหมาะสมหรือไม่ เพราะคิดแต่ว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ทั้งๆที่ความจริงแล้วในการเลือกตั้งก็ไม่สามารถขจัดเรื่องเงินซื้อเสียงได้แล้วจะพูดถึงการปฎิรูปได้อย่างไร ซึ่งในเรื่องที่มีการออกมาชุมนุมนี้ ยังจะเห็นได้ว่าความชอบธรรมของรัฐบาลลดต่ำลงดูได้จากการที่รัฐบาลประกาศว่าถ้าผ่านไป 180 วันก็จะไม่มีร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแล้ว แต่ประชาชนเองก็ยังมีการชุมนุมอยู่ต่อไป"นายชัยอนันต์ กล่าว

นายชัยอนันต์ กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้กลายเป็นว่ากลไกของประชาธิปไตยนั้นกลายเป็นกลไกเผด็จการ อำนาจบริหารสามารถลุกล้ำอำนาจนิติบัญญัติ สังเกตได้จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่มีการแก้ไขเพื่อให้อำนาจบริหารทำงานได้สะดวกมากขึ้น แต่ไม่มีการให้อำนาจนิติบัญญัติตรวจสอบอีกชั้น ซึ่งในนานาประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนั้นมีกัน

"ถ้าเป็นสมัยก่อนมีวิกฤติประเทศคนจะหวังพึ่งทหารรัฐประหาร แต่ปัจจุบันคนกลับหันมาพึ่งศาล หรือที่เรียกว่าตุลาการภิวัฒน์"นายชัยอนันต์ กล่าว

นายชัยอนันต์ กล่าวต่อว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์มีการออกไปต่อสู้นอกสภานั้น เข้าใจว่าเพราะเหลืออด ซึ่งปรกติการตั้งมวลชนของพรรคการเมืองแม้จะอ้างว่าไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อการเมือง แต่จริงๆแล้วก็คือการเมือง แต่ในการชุมนุมครั้งนี้ที่มีประชาชนออกมาร่วมจำนวนมาก และเป็นผู้ขับเคลื่อน เพราะแสดงถึงความสิ้นหวังต่อส.ส.รัฐบาลที่ควรจะเป็นที่พึ่งพิง แต่กลับกระทำการออกกฎหมายเพื่อคนเพียงกลุ่มเดียวและยกโทษความผิดให้แก่คนที่เคยเผาบ้านเมือง วิกฤติทางการเมืองไทยในตอนนี้มันไม่ใช่แค่การขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นความแตกแยกของสังคม แบ่งเป็นสองขั้ว คือพวกที่สนับสนุนและต่อต้านบุคคล การเมืองในปัจจุบันเป็นการเมืองด้านลบ และใช้ความรุนแรงมีลักษณะแบบการจัดตั้ง คือกลุ่มหนึ่งมีพวกที่เต็มใจออกมาชุมนุมเอง กับอีกกลุ่มที่มีการจัดตั้งมาอยู่แล้วเพื่อการนี้ เป็นหมู่บ้านมีธงของตัวเอง มีกองวิทยุสื่อสาร

นายชัยอนันต์ กล่าวว่า และวิกฤติอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือวิกฤติทางจิตวิญญาณ มีการปลุกระดมให้เป็นปฎิปักษ์ต่อประมุขของรัฐ ซึ่งที่ผ่านมานั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการสั่นคลอนต่อความจงรักภักดี ซึ่งประมุขของรัฐถือเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจมานาน เมื่อก่อนอาจมีบ้างที่มีการชูชาตินิยมแต่ก็ยังไม่สำคัญกว่าความจงรักภักดีต่อองค์ประมุขของชาติ ซึ่งถือว่าวิกฤตินี้น่ากลัวมาก อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือวิกฤติทางผู้นำซึ่งความจริงแล้วไม่ควรจะมีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะผู้นำนั้นมาจากการเลือกตั้ง แต่วิกฤติครั้งนี้เกิดจากไม่มีครั้งใดที่เราจะมีผู้นำที่มีปัญญาน้อยที่สุด และถูกชี้นำจากจากผู้อื่นจนไม่สามารถบริหารนโยบายเป็นตัวของตัวเองได้ภาวะผู้นำจึงการเป็นภาวะที่ไม่มีเบรก ไม่สามารถหยุดการชี้นำสั่งการจากผู้อื่นได้

"บทบาทผู้นำของประเทศเราไม่มีอะไรมากนอกจากทัวร์ต่างประเทศ ที่ผ่านมาไม่เคยออกมาแสดงวิสัยทัศน์ใดๆสักครั้ง"ประธานสถาบันนโยบายศึกษา กล่าวและว่า ในรัฐบาลชุดนี้ยังมีการดำเนินนโยบายประชานิยมแบบสุดกู่ อย่างเช่น จำนำข้าว ซึ่งความจริงแล้วนโยบายหรือโครงการจำนำนั้นไม่ได้ผิดอะไร แต่ในการปฎิบัติแล้วกลับมีการให้ราคาที่สูงจึงเป็นการจำนำที่ไม่มีการมาไถ่ถอนคืน การดำเนินนโยบายในลักษณะนี้จะทำให้เกิดภาวะปัญหาเศรษฐกิจและการคลังแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะการใช้งบประมาณแผ่นดินจะเป็นไปแบบเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและส่วนตัว อย่างเช่นจะมีการตั้งโครงการขนาดใหญ่เพื่อหาเงิน มีการทุจริตคอรัปชั่นในโครงการใหญ่ๆ โดยที่ไม่มีการควบคุมอย่างใกล้ชิด ทำให้เกิดการคอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง แต่ก่อนนักการเมืองอย่างมากก็กินงบประมาณ แต่เดี๋ยวนี้มีการกินที่สลับซับซ้อนมากขึ้นจากโครงการดังที่กล่าวมานี้

นายชัยอนันต์ ยังกล่าวถึงกระบวนการแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศว่าเรื่องที่เราควรจะทบทวนคือตัวแบบระบบการปกครองว่าเหมาะสมว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งมีคนออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้น้อย แต่ไม่ใช่บอกว่าให้เปลี่ยนแปลงระบบแต่ต้องมีการกระจายอำนาจ การเลือกตั้งควรมีตั้งแต่ระดับเล็กขยายไปยังระดับจังหวัด คือ 1.เราต้องป้องกันการซื้อสิทธิซื้อเสียง 2. และเมื่อเลือกตั้งได้ผู้แทนแล้วต้องป้องกันการไปหาผลประโยชน์ แต่บางครั้งเราก็มองว่าการเลือกตั้งจะดีหมด จนมองถึงการแก้เรื่องที่ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง ทั้งที่เมื่อถามว่าดีไหมก็ดีพอสมควร แต่ทุกวันนี้ก็มี 40 ส.ว.ที่เป็นตัวของตัวเอง และคอยช่วยเหลือประชาชน

นายชัยอนันต์ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญอีกเรื่องคือการให้การศึกษาแก่ประชาชน ซึ่งไม่ได้หมายถึงการศึกษาอย่างเป็นทางการ ประชาชนไทยมีการศึกษาต่ำ ที่พูดในที่นี้ คือการศึกษาทางการเมือง หรือประชาชนมีจิตสำนึกทางการเมืองต่ำ จิตสาธารณะน้อย ฉะนั้นการที่จะฝ่าวิกฤติในครั้งนี้เราต้องร่วมกันคิดและเรื่องประชานิยมสุดขั้วที่เราต้องป้องกัน ซึ่งความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องที่ทุกรัฐบาลต้องออกซึ่งประชานิยมสามารถมีได้เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ แต่ทุกครั้งกลับมีนักการเมืองได้ประโยชน์จากตรงนี้เสมอ

"วิธีการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำความเป็นธรรมทิศทางแก้ต้องไม่ใช่ประชานิยมสูดกู่ แต่อาจเป็นประชานิยมอ่อนๆได้ ทุกวันนี้ยังมองไม่ออก เราต้องมาช่วยกันคิดว่าระบบมีข้อบกพร่องตรงไหน และช่วยแก้ไขต่อไป"นายชัยอนันต์ กล่าว