ถอดรหัสอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร

นักวิชาการวิเคราะห์อาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหารจากคำตัดสินในปี2505และปี2556

ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า หลักในการขีดเส้นอาณาบริเวณ (vicinity)ปราสาทพระวิหาร โดยรัฐบาลไทยเมื่อปี 1962/2505 ซึ่งศาลโลกพิพากษาเมื่อวันที่11พ.ย.56 ให้ยกเลิกเส้นดังกล่าว

เมื่อศาลโลกได้พิพากษาคดีปราสาทพระวิหารเมื่อ 15 มิถุนายน 2505 นั้น ฝ่ายรัฐบาลไทยได้ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษในวันที่ 3 กรกฎาคม (18 วันหลังคำตัดสิน) และมีมติให้ “ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหาร” (ตามหนังสือลงนามโดย พลเอกประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้นเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก และรักษาการอธิบดีกรมตำรวจ) ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2505) ทั้งนี้เพื่อหาแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน เพื่อให้ พลเอกประภาส ในตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางไปยังเขาพระวิหารเพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่ของเราที่รักษาการณ์อยู่ ณ ที่นั้น ตลอดจนชี้แนวเขตให้เจ้าหน้าที่ได้ทราบด้วย ซึ่งคณะรัฐมนตรีลงมติเห็นชอบด้วย” และในวันต่อมา 4 กรกฎาคม จอมพลสฤษดิ์ นายกรัฐมนตรี จึงมีคำปราศรัยถึงประชาชนไทย ที่รัฐบาลต้องยอมรับการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกในกรณีนี้

ทางกระทรวงมหาดไทยได้ประชุมร่วมของผู้แทน 3 องค์กรที่เกี่ยวข้องกรณีนี้ “เพื่อพิจารณาปรึกษากำหนดแนวเขตบริเวณปราสาทพระวิหาร” ได้แก่ 1) เจ้าหน้าที่ ก.มหาดไทย ซึ่งจะเป็นฝ่ายปฏิบัติการในการสร้างแนวเขตอาณาบริเวณปราสาทพระวิหารในพื้นที่จริง 2) ผู้แทน ก.การต่างประเทศ ซึ่งคือผู้ที่รู้เรื่องคำพิพากษาดีที่สุด และ 3) เจ้ากรมแผนที่ทหารบก ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นผู้ทราบทั้งเรื่องแผนที่ฉบับต่างๆ และสภาพภูมิศาสตร์ที่แท้จริงที่สุด

หลักการในการขีดเส้นเพื่อกำหนดเขตปราสาทพระวิหารให้กับฝ่ายกัมพูชานั้น ระบุในเอกสารว่า “ยึดหลักการที่จะให้กัมพูชาได้ไปซึ่งซากปราสาทพระวิหาร และพื้นที่รองรับปราสาทเท่านั้น” หลักการนี้กล่าวได้ว่าอาจค่อนข้างสอดรับสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของปราสาท ซึ่งตั้งอยู่บนภู โดยมีบันไดหินช่วงแรกที่ตีนภู ซึ่งลานด้านทิศเหนือไม่ไกลออกไปนั้นมีร่องน้ำเล็กๆ สายหนึ่งไหลตัดจากตะวันตกไปตะวันออกลงสู่ที่ราบของฝั่งกัมพูชา ขณะเดียวกัน ด้านทิศตะวันออกของภูพระวิหาร ก็มีช่องทางเดินขึ้นจากที่ราบของประเทศกัมพูชาขึ้นมายังภูปราสาทนี้ ซึ่งตามแผนที่ที่ฝ่ายไทยทำไว้ คือช่องเขาบันไดหัก ที่เป็นทางเดินขึ้นตรงมายังโคปุระที่ 1 ของทางเดินสู่ปราสาทประธานบนยอดภูใกล้หน้าผาเป้ยตาดี ดังนั้น การขีดเส้นกำหนดเขตจากด้านตะวันออก จึงเปิดทางเดิน (ทั้งตามธรรมชาติและของโลกโบราณเมื่อพันปีกว่าปีมาแล้ว) ขึ้นสู่ภูพระวิหารให้กับฝ่ายกัมพูชา

เส้นอาณาเขตปราสาทพระวิหารที่เป็น “เส้นตรง” จากจุดเริ่มทางตะวันออก เฉียงมาทางตะวันตกเฉียงเหนือนั้น ได้มาหักมุมที่ใกล้บันไดหินขั้นแรกของปราสาท และขีดเป็นเส้นตรงไปยังทิศตะวันตก ซึ่งระบุว่า “ไปจนจรดหน้าผาด้านซ้ายของตัวปราสาท” ตามวิธีที่ 1 ซึ่งระบุว่า อาณาเขตปราสาทนี้มีพื้นที่ราวครึ่งตารางกิโลเมตร แต่วิธีนี้เป็นการตีเส้นแบบกว้าง

การขีดเส้นวิธีที่ 2 ของฝ่ายไทย ที่ ““ยึดหลักการที่จะให้กัมพูชาได้ไปซึ่งซากปราสาทพระวิหาร และพื้นที่รองรับปราสาทเท่านั้น” หรือวิธีแบบแคบมากกว่า คือการพิจารณาจากตัวอาคารของปราสาทในส่วนที่กว้างที่สุด และเว้นที่ให้อีกเล็กน้อย ดังนั้น จึงขีดเป็นเส้นตรงจากเหนือจรดด้านใต้ หรือจากเส้นด้านบันไดหินตรงมายังผาเป้ยตาดี ซึ่งฝ่ายไทยพิจารณาว่าเป็นพื้นที่ขนาดเล็กกว่า หรือราว 1 ใน 4 ตารางกิโลเมตร

คณะรัฐมนตรีไทยได้มีมติเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2505 (หลังคำพิพากษาศาลโลก 25 วัน) เลือกการตีเส้นอาณาบริเวณปราสาทตามวิธีที่ 2 ทั้งให้ทำป้ายแสดงอาณาเขต 4 จุด และให้เพิ่มการทำรั้วลวดหนามล้อมรอบเขตประสาทพระวิหาร ที่มีภาษาอังกฤษกำกับว่า นี้คือ “the vicinity of the temple of Phra Viharn” (ตามที่ปรากฏในรูป และหนังสือเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2505 เรื่อง “การปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหาร”)

อย่างไรก็ตาม ศาลโลกได้พิพากษาที่ผ่านมาว่า (11-11-2013) เส้นที่กำหนดอาณาบริเวณปราสาทพระวิหารโดยทางฝ่ายไทยนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับคำพิพากษาเมื่อปี 1962/2505 คือมีขนาดเล็กกว่าที่ระบุนิยามเชิงพื้นที่ว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในภูที่ชื่อเดียวกันคือ ภูพระวิหาร และในครั้งนี้ ศาลโลกได้เน้นให้เห็นว่า การตีความฝ่ายเดียวแบบที่ทำมากันนั้น ไม่อาจที่จะแก้ปมพิพาทพื้นที่ในแบบนี้ได้ หากแต่ต้องด้วยการเจรจาที่ดีจากคู่กรณีทั้งสองฝ่าย

คำพิพากษาศาลโลกในวันนี้ ได้ชี้ให้เราทั้งสองฝ่ายคือทั้งไทยและกัมพูชาเห็นว่า การตีความตามอำเภอใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะในสายตาของนักกฎหมาย/นิติศาสตร์และผู้ใช้หลักเพียงความรักชาติเท่านั้น ได้ทำให้เราทั้งสองฝ่ายต้องย้อนเวลาถอยหลังกลับไปเริ่มต้นใหม่ถึง 51 ปี และรวมถึงการสูญเสียจำนวนมากหลากด้านของทั้งสองฝ่าย ข้าพเจ้าหวังใจว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ กรณีศาลโลก-ปราสาทพระวิหาร จะเป็นบทเรียนราคาแพง เพื่อแสวงหาแนวทางสร้างสันติภาพร่วมกันของคนทุกฝ่ายของสองประเทศไทย-กัมพูชา