"ทูตวีรชัย"แจงสภาคำพิพากษาศาลโลกเป็นผลดีกับไทยหลายประการ ย้ำแผนที่ 1:2 แสนของกัมพูชาไม่ได้รับการยอมรับ
นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะการดำเนินการทางกฏหมายฝ่ายไทย คดีปราสาทพระวิหาร ชี้แจงต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งอภิปราย เรื่องคำพิพากษาของศาลโลก ในคดีปราสาทพระวิหาร ว่า คำพิพากษาของศาลโลก เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ได้ชี้ในประเด็นที่สำคัญคือเส้นแผนที่ 1:2 แสน ที่ถ่ายทอดฝ่ายเดียวต้องตกไปทั้งหมด ในคดีปัจจุบันมีเพียงเส้นเดียวที่เป็นแผนที่ 1:2 แสน ที่ถ่ายทอด คือที่กัมพูชานำมาอ้าง และเกิดพื้นที่ทับซ้อนจำนวน 4.6 ตร.กม. ส่วนเส้นมติครม.ไม่ได้เกี่ยวกับแผนที่ 1:2 แสน เพราะเชื่อว่าตรงกับเส้นสันปันน้ำที่ประเทศกัมพูชาต้องการในคดีเก่า
"ผมเชื่อว่าเส้นแผนที่กัมพูชาที่ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนจะต้องตกไปไม่เหลือซากมากวนใจเราได้อีก ซึ่งต้องชี้แจงกับกัมพูชาให้เข้าใจ และไม่สามารถนำมาเริ่มต้นถ่ายทอดเป็นเส้นบริเวณแคบๆตามที่ศาลโลกระบุไม่ได้ "นายวีรชัย กล่าว
นายวีรชัย ชี้แจงว่า สำหรับกรณีที่ศาลโลกมุ่งไปที่ภูมิศาสตร์เป็นประโยชน์กับไทย เพราะลดบทบาท แผนที่ 1:2 แสน ดังนั้นในการเจรจาต้องพิจารณาพื้นที่ หรือ สัณฐานตามภูมิศาสตร์ ตามที่ศาลระบุ ส่วนจะถ่ายทอดหรือมีการเจรจาอย่างไรนั้น ต้องยึดกฎหมายระหว่างประเทศ คือการเจรจาโดยสุจริต ส่วนจะใช้กลไกใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ทั้งนี้หากการเจรจาโดยสุจริตทำไม่สำเร็จ ไม่สามารถสรุปได้ว่าหน้าตาของเส้นจะเป็นอย่างไร ใครจะเสียหรือจะได้เป็นอย่างไร ไม่สามารถด่วนสรุปได้ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามการวางแผนการเจรจาต้องมีการหารือภายในว่าจะเข้าพื้นที่อย่างไร หรือเข้าไปเจรจาอย่างไร
"เมื่อถามผมกับที่ปรึกษาว่าเส้นจะหน้าตาเป็นอย่างไร พื้นที่ออกมาเป็นอย่างไร ยังตอบไม่ได้จริงๆอาจต้องรอจนกระทั่งมีท่าที แล้วไปเริ่มเจรจา อาจจะมีสิ่งบ่งชี้ได้ ผมยอมรับว่ามีข้อเสีย แต่ข้อดีมีมากมายหลายประการ เรากำลังรวบรวมประเด็นข้อดี เพื่อเทียบกับข้อสีย แต่ว่าในแง่พื้นที่ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ เพราะไม่ทราบว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร ดังนั้นเราพยายามศึกษาว่าจะเข้าสู่การเจรจาอย่างไรให้ดีที่สุด" นายวีรชัย กล่าว
นายวีรชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับเส้นตามมติครม.ของไทยนั้นสามารถนำไปประกอบการเจรจาได้ เพราะศาลไม่ได้ชี้ว่ามีปัญหาหรือไม่ยอมรับ
"ทั้งนี้ คำพิพากษาของศาลโลก ได้ให้สิ่งที่ดีอย่างยิ่งกับประเทศไทยในการนำไปเป็นข้อต่อสู้ทางกฎหมายในระยะยาว คือ 1. เส้นที่ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม.ตกไป เพราะเส้นถ่ายทอดใดๆที่ทำฝ่ายเดียวศาลไม่ยอมรับ และ 2. ผลคำพิพากษาชัดเจนว่าสิ่งใดที่ออกนอกพื้นที่ กัมพูชาไม่สามารถนำไปอ้างได้ว่า เส้นเขตแดน บนแผนที่ 1:2 แสน ผูกผันกับไทยตามผลคำพิพากษาปี 2505 หากจะผูกผันหรือไม่ต้องไปเจรจา จะด้วยเหตุผลอื่นก็แล้วไป แต่สิ่งที่กัมพูชาทำมาตลอด 50 ปี ที่ระบุว่าศาลตัดสินไปแล้ว และเส้นดังกล่าวว่ามีผลผูกพันกับไทย ขณะนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะจำกัดเฉพาะพื้นที่ และจำกัดด้วยขอบภูมิศาสตร์ด้านตะวันออก ด้านใต้ และด้านตะวันตก ของ Promontoryที่จะเจรจากันต่อไป ซึ่งเกินไปจากนี้ไม่ได้แล้ว ขณะที่ผู้พิพากษาสมทบที่กัมพูชาตั้ง ยืนยันเช่นกันในวรรคที่ 11 ของความเห็นของผู้พิพากษาสมทบของคำแถลง" นายวีรชัย กล่าวย้ำ





