"สุรพงษ์"เผย 15 พ.ย.นัดนักวิชาการระดมความคิดเห็นจัดทำแนวทางการเจรจาดำเนินการตามคำตัดสินของศาลโลก
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในวันนี้ (13พ.ย.) กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับฟังความคิดเห็นสมาชิกรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการ ก่อนที่จะไปประชุมคณะกรรมาธิการร่วม (เจซี)ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้นัดหมายกับกัมพูชาอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือตามกลไกเจซี แต่ได้มีการพูดคุยในเบื้องต้นกับนายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศกัมพูชา เกี่ยวกับความเป็นไปได้ว่าจะประชุมเมื่อไหร่ อาจจะเป็นชายแดน เมืองปอยเปตก็ได้ เพราะเป็นพื้นที่ตรงกลางระหว่าง 2 ประเทศ
"ขอยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน เมื่อประชุมเสร็จก็จะนำผลหารือเจซีนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาอีกครั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนด้วย นอกจากนี้ ในวันที่ 15 พ.ย. จะเปิดให้นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาแสดงความคิดเห็น เพื่อนำมาเป็นแนวทางการดำเนินการ" นายสุรพงษ์กล่าว
นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเตรียมที่จะลงนามการจัดตั้งคณะทำงาน 2 คณะ ขึ้นมาดำเนินการต่อภายหลังที่ศาลโลกมีคำตัดสินคดีพระวิหาร ได้แก่ คณะกรรมการเพื่อวิเคราะห์คำพิพากษาและแนวทางการดำเนินการ โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธาน และคณะกรรมการดำเนินการแปลเอกสารในคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี 2505 ให้เป็นภาษาไทย เพื่อเผยแพร่ทำความเข้าใจกับประชาชน
เมื่อถามว่ากลุ่ม 40 สว. ระบุว่าไทยเสียชะง่อนผายอดเขาพระวิหารให้กับกัมพูชา นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เป็นแนวทางที่กลุ่ม 40 สว. จะ ใช้อภิปรายในที่ประชุม แต่มั่นใจว่าข้าราชการจะเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ชัดเจนได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ศาลโลกตัดสินถือว่าเป็นชัยชนะของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ตามแนวชายแดน มีความสุข สามารถประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ
ขณะที่ นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าทีมต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร กล่าวว่า การที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ โฆษกและแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (รุ่น 2) ระบุว่า กระทรวงบอกไม่หมดว่าการตัดสินของศาลโลกใช้แผนที่ 1:200,000 ทั้งระวางหรือเฉพาะบริเวณรอบพื้นที่ตัวปราสาท โดยขอยืนยันว่าศาลใช้แผนที่1:200,000 ตัดสินเฉพาะประเด็นพิพาท และในส่วนอื่นศาลโลกพูดชัดเจนว่าไม่เกี่ยวข้อง





