นายกฯยันไทยพร้อมหารือกัมพูชา บูรณาการผลประโยชน์ร่วมกันหลังศาลโลกตัดสินคดี วอนประชาชนเร่งสร้างบรรยากาศที่ดีต่อกัน
ภายหลังการประชุม ครม. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการปลุกกระแสหลังศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหารว่าไทยเสียดินแดน ว่า จากการตีความของศาลโลก ในข้อเท็จจริงเป็นการตีความเพื่อให้เกิดความชัดเจนในมติ ครม.เมื่อปั 2505 ว่าเมื่อปราสาทเป็นของกัมพูชาแล้ว ดินแดนตรงนี้จะมีการดูแลกันอย่างไร อย่างไรก็ตามปรเทศไทยจะนำกลไกดังกล่าวไปหารือกับกัมพูชาในส่วนของคณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งถือเป็นกลไกลในการหารือร่วมกัน ในส่วนของศาลโลกบอกแล้วว่าเนื่องจากตัวปราสาทเขาพระวิหารนั้นเป็นมรดกโลกทั้งสองประเทศก็ต้องร่วมกันพัฒนา ซึ่งเราก็ต้องนำไปหารือในรายละเอียดต่อไป ขณะเดียวกันในพื้นที่ก็จะยังให้เจ้าหน้าที่ทหารยังตรึงพื้นที่อยู่ตามเดิม โดยการทำงานทั้งหมดก็จะมีการไปหารือก่อนว่าในเนื้อหาขอบเขตของตัวบริเวณปราสาทนั้นเป็นอย่างไร แต่ขณะนี้เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่องของเขตแดน ซึ่งในวันพุธ ที่ 13 พ.ย.จะนำเอาคำพิพากษาของศาลโลกไปชี้แจงกับรัฐสภา ขณะเดียวกันตนได้ตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์คำพิพากษาศาลโลก ซึ่งเป็นแนวทางที่ต้องหารือร่วมกัน แต่ยืนยันว่าไทยจะทำตามบทบัญญัติของข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญฝ่ายไทย
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าคำตัดสินของศาลโลกเป็นคุณกับประเทศไทย ในเชิงบริหารได้ประโยชน์ในด้านใดบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรียกว่าจากประเด็นที่ไทยยื่นไปคือให้ศาลตีความให้ชัดเจนในประแนเมื่อครั้งที่ศาลโลกมีคำตัดสินในปี 2505 ซึ่งศาลก็ให้ความชัดเจน นอกจากนี้ประเด็นในเรื่องของแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้นก็จบและชัดเจนถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นคุณ เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่ประชาชนเป็นห่วงและกังวล เมื่อศาลโลกตัดสินมาก็ทำให้บรรยากาศตามแนวชายแดนคลายกังวลไปมาก
เมื่อถามว่าคณะกรรมาธิการร่วมแนวชายชายแดนไทย-กัมพูชา จะประชุมได้เมื่อไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องรอให้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกนและ รมว.ต่างประเทสเดินทางกลับมาก่อน จากนั้กน็จะประสานงานกับกัมกัมพูชาว่ามีความพร้อมเมื่อไหร่ ก็จะเร่งในส่วนของการพูดคุยให้เร็วที่สุด
เมื่อถามว่าคิดว่าจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะรู้ว่าพื้นที่เล็กน้อยที่เสียไปนั้นมีปริมาณเท่าไหร่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เราก็ต้องทำอย่างเต็มที่ หลายๆประเทศเมื่อศาลโลกพิพากษามาแล้วก็จะหารือร่วมกันซึ่งเจตนาของศาลโลกนั้นก็คงอยากให้สองประเทศไปหารือกัน โดยไม่อยากเห็นความขัดแย้ง ก็ขึ้นอยู่ว่าทั้งสองประเทศจะหารือการบริหารพื้นที่ร่วมกันได้อย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมข่าวจากประเทสไทยและสื่อต่างประเทศหรือแม้แต่ผู้นำของกัมพูชาจึงมีความเห็นที่แตกต่างและตรงกันข้ามกับประเทศไทย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างมองในมุมของตัวเอง แต่ประด็นอย่ามองว่าเป็นการได้รับชัยชนะหรือประเด็นอื่นเลย ขอให้มองว่าเป็นชัยชนะของทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์ของสองประเทศยังดีอยู่ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน และไม่เกิดความรุนแรงต่อกันถือเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา อย่างไรก็ตามกาหารือในพื้นที่ที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ส่วนน้อยนั้นก็คงต้องไปคุยและดูรายละเอียดในแผนที่จริงรวมทั้งตัวพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งศาลโลกไม่ได้ให้ความชัดเจนตรงนี้ก็ต้องให้ฝ่ายที่ตีความมาคุยกันต่อในชั้นคณะอนุกรรมการ ก็ขอให้สื่อมวลชนรอก่อนเพราะต้องศึกษาทีละขั้น โดยนำคำพิพากษามาดูและหารือซึ่งขั้นตอนยังมีอีกมาก การตัดสินใจและได้ข้อยุติแล้วรัฐบาลก็ต้องนำเข้าสู่การพิจารณษของรัฐสภาตามขั้นตอนและต้องให้ประชาชนได้รับทราบ
เมื่อถามว่าถึงวันนี้กลุ่มผู้ชุมนุมควรยุติการชุมนุมแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากขอความกรุณาเพราะวันนี้ทุกคนก็ได้รับทราบการเคลื่อนไหวต่างๆและคำตอบที่เป็นข้อเรียกร้อง รัฐบาลได้ประสานงานรวมทั้งหน่วยงานอื่นๆก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนไปแล้ว ขอความกรุณาประชาชนได้สร้างบรรยากาศที่ดีต่อกัน จากนี้ค่อยหากลไกอื่นในการพูดจากันดีกว่า





