ศาลโลกรับคำร้องกัมพูชา ระบุให้สองประเทศร่วมหาทางออกข้อพิพาทพระวิหารในฐานะมรดกโลก
ศาลเห็นว่าเขตแดนกัมพูชาทางเหนือไม่เกินเส้นแบ่งภาคผนวก 1 ไม่ได้ระบุว่าเส้นทางชัดเจน แต่ชัดว่าด่านตำรวจที่อยู่ใกล้เคียงกับแผนที่ภาคผนวก 1 ศาลพิจารณาพื้นที่จำกัดด้านตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือว่าถือเป็นพื้นที่กัมพูชา ศาลไม่สามารถรับคำจำกัดความเรื่องบริเวณใกล้เคียงที่ครอบคลุมชะง่อนผาและครอบคลุม
กัมพูชาไม่ถือว่าภูมะเขืออยู่ในพระวิหาร อดีตผู้ว่าของเขมร....ถือว่าพระวิหารเป็นส่วนหนึ่งของจว.นี้ แต่ก็ถือว่าภูมะเขือเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องของกัมพูชา และขณะเดียวกันเล็กกว่าจะครอบคุลมทั้งพระวิหาร และภูมะเขือและภูมะเขือไม่ได้เป็นบริเวณสำคัญที่ศาลจะพิจารณา ไม่หลักฐานที่จะเสนอว่ามีจนท.ทหารหรือกำลังไทยในบริเวณนั้นและไม่มีการพูดว่าภูมะเขือ มีส่วนสำคัญที่ไทยต้องถอนกำลัง
การตีความที่จะกำหนดจุดต่างๆ ศาลได้พิจาณาว่าศาลไม่ได้กำหนดสันปันน้ำ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ศาลจะพิจารณา เนื่องจากศาลได้กำหนดว่าอาณาบริเวณปราสาทพระวิหารเท่านั้น
หลังการพิจาณาสรุปว่าคำพิพากษาปี1962 ศาลไม่ได้พิจารณาที่กว้าง ดังนั้นไม่ได้มีความตั้งใจพิจารณาว่าพื้นที่ใกล้เคียงหรือภูมะเขืออยู่ในไทย การพิจารณา ปี 1962 ตามที่มีการร้องขอในกระบวนการพิจาณาได้มีการพิจารณาในส่วนของเขาพระวิหารด้านใต้ ตะวันออกใต้ ตะวันตกเฉียงใต้ ที่มีชะง่อนหน้าผา สองฝ่ายตกลงว่าพื้นที่อันนั้นอยุู่ในกัมพูชา และตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มลาดชันน้อยว่าที่เป็นสิ่งแยกเขาพระวิหารออกจาภูมะเขือ ก่อนลาดลงสู่พื้นที่ราบกัมพูชา ศาลพิจารณาว่าภูมะเขืออยู่นอกพื้นที่ข้อพิพาท และปี 1962ไม่ได้บอกว่าอยู่ในไทยหรือกัมพูชาชะง่อนหน้าผาพระวิหารและภูมะเขือ มีพื้นที่ที่เริ่มสูงขึ้น เป็นเส้นของแผนที่
อย่างไรก็ตามสองฝ่ายไม่สามารถหาทางออกแต่ฝ่ายเดียวได้ คำพิากษา 1962 ศาลพิจารณาเรื่องวัดที่เกี่ยวข้องในข้อบทปฏิบัติการข้อสาม และจะทำให้เข้าใจข้อบทปฏิบัติการ ข้อพิจารณาในขณะนั้น เป็นเรื่องของอธิปไตย ศาลจึงได้ตัดสินใจในข้อปฏิบัติการที่1 ว่าพระวิหารอยู่ในกัมพูชา ไทยมีหน้าที่ ถอนกำลังทาหร และอื่นๆออกไปจากพื้นที่ของกัมพูชาในแถบพระวิหาร และเรื่องข้อปฏิบัติที่สาม ที่ครอบคลุม พื้นที่ขยาย เกินขอบเขตพระวิหาร
สำหรับอธิปไตยเหนือพื้นที่ก็จะเป็นบริเวณที่อยู่ใต้อธิปไตยของกัมพูชาอยู่ในพื้นที่เล็กๆและพื้นที่ดังกล่าว เป็นคุณลักษณะของข้อพิพาทปี1962 เรื่องอธิปไตยที่ศาลพิจารณาคือคาบเกี่ยว ทั้งที่พูดถึงในวรรคแรก และสาม ศาลสรุปว่า พื้นที่ที่พูดถึงในวรรค 1 และ 3 ปราสาทพระวิหารอยู่ในกัมพูชา และถือว่าเป็นการอ้างถืงวรรคสองและสามและพูดถึงบริเวณพระวิหาร ที่มีการร้องขอให้พิจารณา
"ไทยได้รับว่าไทยมีหน้าที่ตามกฏหมายที่จะเคารพ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ที่ไทยบอกว่าเป็นพื้นที่อธิปไตยกัมพูชา สองฝ่ายต้องทำตามพันธกรณีทั้งสองมีหน้าที่แก้ไขปัญหา ข้อพิพาทด้วยวิธีการอื่น ภายใต้การทำงานสองฝ่ายไทยกัมพูชาต้องคุยกันเอง ยูเนสโกต้องดูแลในฐานะดูแลมรดกโลก ก็สรุปว่าวรรคหนึ่งข้อบทปฏิบัติการทั้งหลาย กัมพูชามีอธิปไตยเหนือชะง่อนผาที่ต้องมีไว้ตามปี 1962 ไทยต้องถอนทหารทั้งหมดออกไป ตามย่อหน้า 108 เป็นส่วนบทปฏิบัติการ ซึ่งศาลมีมติเอกฉันท์ว่าศาลมีอำนาจรับฟังการตีความตามวันที่ 15 มิ.ย. 1962 คือกัมพูชามีอำนาจตามอธิปไตยในพระวิหาร ไทยต้องมีพันธกรณีถอนจนท.ตำรวจ ทหาร ผู้เฝ้า "





