วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้อสส.สั่งฟ้อง'อภิสิทธิ์-สุเทพ'ปัญหาตามมา

"กล้านรงค์"ระบุองค์กรตรวจสอบทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ เพราะถูกกดดัน ระบุอสส.สั่งฟ้อง"อภิสิทธิ์-สุเทพ"เป็นปัญหาในอนาคต

องค์กรภาคีเครือข่ายเสริมสร้างพลังคุณธรรม จริยธรรมของแผ่นดิน 7 องค์กร ร่วมจัดสัมมนาเรื่อง "การปฏิรูปพลังคุณธรรมจริยธรรมของแผ่นดิน" โดยนางผานิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะประธานภาคีเครือข่ายฯ กล่าวบรรยายว่า รัฐธรรมนูญนมาตรา 279 กำหนดให้ทุกหน่วยงานของรัฐต้องจัดทำประมวลจริยธรรมของหน่วยงานตนเองให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ แต่วันนี้ผ่านไป 6 ปี ก็ยังทำไม่ได้ทุกหน่วยงาน หรือแม้แต่ รัฐธรรมนูญมาตรา 279 วรรค 4 ว่า การพิจารณา สรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งบุคคลใดเข้าดำรง่ตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อำนาจรัฐ การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษบุคคลนั้น จะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย แต่กลับไม่เกิดผลในทางปฏิบัติส่วนที่ระบุว่า จะยุบองค์กรอิสระที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ ความจริงยุบได้และยุบง่าย ถ้าผู้ใช้อำนาจรัฐใช้อำนาจโดยยึดหลักคุณธรรม นิติธรรม ในบ้านเมืองไม่จำเป็นต้องมีองค์การอิสระตรวจสอบสักแห่งเลย แต่ทั่วโลกก็ยังมีองค์การตรวจสอบเหล่านี้อยู่ก็เพราะเหตุที่ว่า การปกครองบ้านเมืองผู้ใช้อำนาจรัฐยังคงมีปัญหาอยู่

จากนั้นในช่วงบ่ายยังได้จัดเสวนาเรื่อง"พลังคุณธรรมจริยธรรมของแผ่นดินกับการแก้ไขปัญหาของชาติ" โดยนาย กล้านรงค์ จันทิก อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กล่าวว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองขณะนี้ก็เพราะเราขาดเรื่องจริยธรรม และนิติธรรม การทุจริตคอรัปชั่น นักการเมืองลำพังเพียงฝ่ายเดียวทำได้ไม่สำเร็จต้องได้รับความร่วมมือจากข้าราชการ ขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ ที่เป็นองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไม่เข้มแข็ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถูกกดดันอย่างหนัก อย่างศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาก็ถุกม็อบนำเอาเบอร์โทรศัพท์ ชื่อคนในครอบครัวไปเปิดเผย ดังนั้น การจะแก้ปัญหาได้คือสังคมต้องคิดว่าทำอย่างไรจะปกป้อง และปลุกให้องค์กรเหล่านี้กล้าที่จะทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดได้อย่างเข้มแข็ง

"ผมว่าผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบจริยธรรมนักการเมือง ก็ต้องกล้าที่ดำเนินเอาผิดกับนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายผิดจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ป.ป.ช.ก็ต้องกล้าตัดสินคดี อย่างเวลานี้ ที่ผมว่ามันจะเป็นปัญหาใหญ่ในวันข้างหน้า ก็คือการอัยการสูงสุดสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานความผิด เป็นผู้บงการสั่งฆ่าในการสั่งสลายการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผ็ดจการแห่งชาติเมื่อปี 53 เมื่อสั่งฟ้องคดีนี้ก็ต้องไปสู่กระบวนการศาลยุติธรรมคือศาลชั้นต้น แต่ขณะเดียวกันเรื่องนี้อยู่ในการพิจารณาไต่สวนของป.ป.ช. เพราะมีการกล่าวหาว่าเป็นการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ถ้าสมมุติว่าป.ป.ช.มีมติชี้มูลว่านายอภิสิทธิ์ และสุเทพ ก็ต้องส่งให้อัยการสูงสุด ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ปัญหาคือเมื่อเป็นความผิดหลายกรรม อัยการสูงสุดสั่งฟ้องต่อศาลยุติธรรมไปก่อนแล้วที่ป.ป.ช.ส่งชี้มูลไปอัยการสูงสุดจะสั่งคดีอย่างไร หรือถ้าสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งก็จะต้องนำไปสู่การตั้งคณะทำงานร่วม 2 ฝ่ายคือของอัยการสูงสุดกับป.ป.ช. แต่ก็จะเกิดคำถามว่า แล้วเหตุใดอัยการจึงจะสั่งไม่ฟ้องในคดีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลได้ ในเมื่อก่อนหน้านี้อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องไปแล้ว ตรงนี้เป็นปัญหาที่อัยการสูงสุดจะต้องไปแก้ไขเพราะเป็นผู้ผูกขึ้นเอง แต่มันก็สะท้อนว่าตราบใดที่แต่ละองค์กรไม่กล้าที่ยืนหยัดในการทำหน้าที่ของตัวเองอย่างถูกต้อง ปัญหาของชาติมันก็แก้ไม่ได้"นายกล้าณรงค์ กล่าว

นายกล้าณรงค์ กล่าวต่อว่า การที่ประชาชนทุกภาคส่วนในสังคมไม่เว้นแม้แต่ข้าราชการ ตุลาการที่ออกมาแสดงออกถึงการคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมทำให้เชื่อว่าสังคมไทยตื่นแล้ว ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่แต่ละองค์กรจะฉวยโอกาสนี้ในการสอดแทรกให้สังคมตระหนักถึงการใช้อำนาจรัฐ ว่าต้องมีคุณธรรม จริยธรรม และนิติธรรม รวมถึงการต้องไม่ยอมการกระทำใด ที่จะเป็นการทุจริตคอรัปชั่น