"จาตุรนต์"โพสต์เฟซบุ๊ค เชื่อสถานการณ์จะผ่อนคลายลง เพราะวุฒิสภาคว่ำนิรโทษกรรมและเพื่อไทยประกาศชัดเจนให้กฎหมายฉบับนี้ตกไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โพสข้อความแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ผ่านเฟซบุ๊ค“Chaturon Chaisang “ ขณะร่วมประชุมใหญ่ยูเนสโกอ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่า ตนติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองอยู่ตลอด เท่าที่ดูล่าสุดแม้ว่าผู้ชุมนุมจะยังมีกิจกรรมต่อเนื่องไปอย่างน้อยก็ถึงวันที่ 11พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันที่วุฒิสภาจะพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่เหตุการณ์น่าจะคลี่คลายไปได้บ้าง เพราะแนวโน้มวุฒิสภาคงจะคว่ำกฎหมายฉบับนี้แน่แล้ว และทางพรรคเพื่อไทยก็ประกาศชัดเจนแล้วด้วยว่าหากส.ว.ลงมติไม่ผ่านกฎหมายฉบับนี้ ส.ส.พท.ไทยก็จะไม่ยืนยันและจะปล่อยให้กฎหมาย ฉบับนี้ตกไป
นอกจากนี้ทางพท.ก็ยังมีมติให้ส.ส.ของพรรคไปถอนร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการนิรโทษทุกฉบับที่ค้างอยู่ในสภาฯด้วย ดังนั้นผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษโดยเฉพาะการนิรโทษแบบเหมาเข่งสุดซอยนั้นก็คงจะสบายใจได้ว่าจะไม่มีการออกกฎหมายดังกล่าวอีกแล้วอย่างน้อยก็ในรัฐบาลนี้หรืออายุของสภาผู้แทนชุดนี้การที่พท.ตัดสินใจประกาศเช่นนี้มีข้อดีคือช่วยลดกระแสความขัดแย้งที่มีแนวโน้มที่จะบานปลายลงได้พอสมควรทีเดียว จะมีข้อเสียอยู่บ้างก็ตรงที่ทำให้ไม่สามารถนิรโทษประชาชนทุกฝ่ายตามที่ตั้งใจไว้แต่เดิมซึ่งหลายฝ่ายก็ดูจะเห็นพ้องต้องกันแล้วด้วย แต่จะใช้วิธีให้ส.ว.รับหลักการแล้วไปแก้กลับมาเป็นแบบร่างของคุณวรชัย เหมะ ก็คงจะไม่ได้แล้วเพราะไม่มีใครไว้ใจใครว่าสุดท้ายจะไม่กลับมาเป็นปัญหาอีก ตนจึงเห็นว่าดีที่สุดวุฒิสภาควรจะมีมติคว่ำกฎหมายฉบับที่ผ่านสภาผู้แทนมานี้ไปเสีย ส่วนการจะหาทางนิรโทษประชาชนทุกฝ่ายไม่รวมแกนนำและผู้สั่งการนั้นค่อยไปว่ากันในวันข้างหน้า
นายจาตุรนต์ โพสต์ข้อความต่อว่า เมื่อกฎหมาย ฉบับนี้ไม่ผ่านวุฒิสภาแล้ว เหตุการณ์ยังจะตรึงเครียดต่อไปหรือจะบานปลายร้ายแรงกว่าเดิมหรือไม่นั้น ตนหวังว่าเหตุการณ์น่าจะผ่อนคลายไปได้ไม่น้อย เพราะต้นเหตุที่ทำให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีพลังมากก็เพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของกฎหมายด้วยเหตุผลที่ต่างๆกัน เมื่อกฎหมายตกไป เหตุที่คนส่วนใหญ่ที่ไม่พอใจก็ย่อมตกไปด้วย ส่วนผู้ที่ยังเคลื่อนไหวต่อไปด้วยเหตุอื่นเช่นต้องการล้มรัฐบาล นั้น น่าจะเป็นคนส่วนน้อยมากที่ไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอเพราะการจะเปลี่ยนรัฐบาลยังมีวิธีการตามระบบรัฐสภาให้ดำเนินการได้
นอกจากนี้หากจะมีการเคลื่อนไหวต่อไปเพื่อล้มทั้งรัฐบาลและระบบประชาธิปไตยไปพร้อมๆกันก็เป็นเรื่องที่ยิ่งไม่มีเหตุผลเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งทางความคิดเห็นทางการเมืองเกิดขึ้น ระบบรัฐสภายังมีวิธีการหาทางออกโดยสันติวิธีได้และที่สำคัญเหตุการณ์ในหลายปีมานี้ก็พิสูจน์ให้ทุกฝ่ายเห็นชัดเจนแล้วว่าการแก้ปัญหาทางการเมืองที่เลยเถิดไปจนนำไปสู่การล้มระบบนั้นมีแต่จะทำให้ประเทศเสียหายหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก
ปัญหาใหญ่ที่น่าเป็นห่วงมากๆหลังจากนี้ในความเห็นของตนนอกจากอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นอีกแล้ว ก็คือความขัดแย้งในหมู่ผู้รักประชาธิปไตยที่ทำให้พลังประชาธิปไตยจะอ่อนแอลงและที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยที่จากนี้ไปคงต้องมาตั้งหลักกันใหม่ด้วยความยากลำบากกว่าที่ผ่านมาอีกมากและก็คงต้องใช้เวลานานกว่าที่เคยคิดกัน ไม่ว่าจะยังไงก็ตามเมื่อบ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ต้องพยายามกันต่อไป แม้ว่าจะลำบากยากเย็นเพียงใดก็ตาม





