คณาจารย์นิติศาสตร์มธ.แถลงการณ์ต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม จี้สภาหยุดนิรโทษเหมาเข่ง
ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. มีนายณรงค์ ใจหาญ คณบดีคณะนิติศาสตร์ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มธ. และนายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ โดยมีคณาจารย์ร่วมลงชื่อจำนวน 32 คน คัดค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล โดยใจความระบุว่า คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มีความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อเนื้อหาของร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ หลักนิติรัฐและหลักการพื้นฐานกระบวนการพิจารณาทางตรากฎหมายที่ขาดความโปร่งใส ทั้งที่ควรมีการรับฟังเสียงประชาชนอย่างกว้างขวาง จึงจำเป็นต้องชี้ให้สังคมและประชาชนทั่วไปได้ทราบถึงภยันตรายของร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ตราขึ้นโดย ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล คือ ร่างกฎหมายฉบับนี้มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในกระบวนการตราพ.ร.บ.อย่างร้ายแรง เนื่องจากผิดไปจากร่างเดิมในวาระที่หนึ่ง และยังมีความไม่ชอบธรรมในเชิงเนื้อหาที่เป็นการล้มเลิกผลของกฎหมายที่บุคคลได้กระทำผิดกฎหมายและศาลได้พิจารณาลงโทษแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง แต่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับคอร์รัปชั่น เปิดช่องให้บุคคลที่พ้นความผิดเรียกสิทธิหรือผลประโยชน์คืนได้ ทั้งนี้การกระทำของ ส.ส.ที่ได้เสนอร่างนี้ เพราะไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
แถลงการณ์ระบุอีกว่า คณาจารย์คณะนิติศาสต์เล็งเห็นถึงความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเพราะมีประชาชนจำนวนมากได้แสดงความคิดเห็นคัดค้านการตรากฎหมายฉบับนี้ คณาจารย์คณะนิติศาสตร์คงไม่สามารถทำหน้าที่สอนกฎหมายให้ผู้คนยึดมั่นต่อหลักนิติรัฐและปฏิบัติตามกฎหมายในฐานะพลเมืองดีของประเทศไทยได้อีกต่อไป เพราะมีตัวอย่างการกระทำที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักนิติรัฐในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ดูเป็นเยี่ยงอย่างเช่นนี้ ดังนั้นคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. จึงขอเรียกร้องต่อ ส.ส. ส.ว. และรัฐสภา ให้ยุติความพยายามในการตรากฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งฉบับนี้ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งกระบวนการตรากฎหมาย และความชอบธรรมเชิงเนื้อหาอย่างชัดเจน โดยหันกลับไปพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมอย่างระมัดระวัง เปิดโอกาสให้ทุกส่วนในสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความเห็นอันจะนำไปสู่ฉันทามติของสังคมไทยในเรื่องนี้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักนิติรัฐ และไม่เป็นผู้จุดชนวนสร้างความแตกแยกขัดแย้งของผู้คนเสียเอง ซึ่งหากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นรัฐบาลและส.ส.ฝ่ายรัฐบาล จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองและมีส่วนร่วมรับผิดชอบโดยตรง จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนมีการแสดงออกถึงการคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมให้ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างเหมาะสมตามกรอบรัฐธรรมนูญ โดยไม่ละเมิดกฎหมาย และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฎิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังต่อประชาชนที่ออกมาชุมนุมซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ อย่าให้มีการใช้กำลังความรุนแรงที่เกินเลย จนเกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเสียใจอย่างในอดีตขึ้นอีก
ขณะที่นายสุรพล ได้กล่าวเพิ่มหลังออกแถลงการณ์ว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ ไม่ได้เป็นการนิรโทษให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการเมืองตามหลักการเดิม แต่เป็นนิรโทษกรรมให้กับคอร์รัปชั่น ซึ่งไม่เคยมีแบบธรรมเนียมปฏิบัติมาก่อน โดยขยายไปถึงปี 2547 ซึ่งจะทำให้ 9 ปีที่ผ่านมาไม่ต้องมีผู้รับผิดชอบในความผิดที่เกิดขึ้น ตามคำสั่งศาลและองค์กรต่าง ๆ ทั้ง ป.ป.ช. กกต. คตส. ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น โดยทาง ป.ป.ช.ระบุว่า จะมีคดี 2.4 หมื่นคดีที่ถูกยกเลิกความผิดโดยผลของกฎหมายนี้ ครอบคลุมทั้งกรณีตากใบ กรือเซะ วันนี้ประเทศไทยไม่มีขื่อไม่มีแป เพราะถูกรื้อโดยเสียงข้างมาก ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดเฟลด์สเตทหรือรัฐที่ล้มเหลว การอยู่ร่วมในประชาคมโลกสูญสิ้นไป การดำเนินการของส.ส.เสียงข้างมากในสภาทำตัวประหนึ่งเป็นสภาขี้ข้าของทักษิณ
นายสุรพล กล่าวอีกว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นการละเมิดอำนาจนิติบัญญัติ เท่ากับเป็นการรัฐประหารโดยสภา เป็นการยึดอำนาจและล้มรัฐธรรมนูญ โดยส.ส. 300 กว่าคนในสภา การนิรโทษกรรมที่ผ่านมาของประเทศไทยไม่เคยมีการนิรโทษกรรมให้กับคอร์รัปชัน หากดำเนินการได้ก็จะเป็นการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของประเทศ ให้มีพ.ต.ท.ทักษิณเป็นประมุขของประเทศ ทั้งนี้การที่สภาละเมิดข้อบังคับการตรากฎหมายนิติบัญญัติเสียเองเท่ากับเป็นการทรยศต่อกระบวนการนิติบัญญัติ ดังนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ 63 ผู้พิพากษาที่ออกมาคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะมีความชอบธรรมในการพิจาณา โดยในการตัดสินของศาลชั้นต้นใช้องค์คณะเพียง 3 คน แต่วานนี้ ( 5 พ.ย.) ผู้พิพากษา 63 คนได้ใช้แบบพิมพ์ของผู้พิพากษาเขียนคำพิพากษาว่า การกระทำของ ส.ส. 310 คนเป็นความผิดฐานกบฎในราชอาณาจักรฐานล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ให้ตัดสินจำคุกผู้แทนราษฎรทั้งหมดตลอดชีวิต เพราะถ้าเราจะคิดว่า คำพิพากษาถูกต้องได้หรือไม่ ถือเป็นเสียงข้างมากหรือถ้านำไปเปรียบเทียบระหว่างโจร 100 คนกับพระ 10 รูปใครจะชนะ การที่ออกมาบอกว่า เสียงข้างมากปิดประชุมแล้ว ไม่ให้เสียงข้างน้อยได้พูดปฎิเสธกฎหมายที่เป็นที่มาของอำนาจตัวเอง เพราะกรอบรัฐธรรมนูญบังคับไว้การผ่านร่างกฎหมายต้องทำอย่างไร ถ้าเป็นอย่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิพูดเสมอว่า ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาเสนอให้หยุดอภิปรายให้ปิดประชุม เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เสียงข้างมากเท่านั้นแต่ต้องทำตามกฎเกณฑ์กติกาทำตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรละเว้นการทำตามกฎย่อมไม่มีวันที่กฎหมายตัวนี้จะผ่านมาบังคับใช้ได้
นายสุรพล กล่าวต่อว่า การทรยศต่อระบบรัฐสภาไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่เปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกตั้งวุฒิสภาที่มีการเปลี่ยนเงื่อนไขก็เกิดขึ้นภายใต้สภาพเดียวกันคือ ผู้ที่สงวนคำแปรญัตติไม่ได้รับโอกาสอภิปรายในวาระ 2 เพราะมีสมาชิกเสียงข้างมากเห็นว่า ควรปิดอภิปรายได้แล้ว หากเป็นเช่นนั้นจะมีสภาเอาไว้ทำไม เพราะสภาแปลว่า ที่ประชุมกันเพื่อพูด เพื่อใช้สิทธิ์ตัวแทนประชาชนพูดแสดงความคิดเห็น ถือเป็นกระบวนการพื้นฐานที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญตามข้อบังคับการประชุมสภา เมื่อใดที่สภาทำเช่นนี้ย่อมไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ
"ผมเรียนว่าการผ่านกฎหมายหลายฉบับก่อนหน้านี้เป็นการรัฐประหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น ถ้าประเทศมีกฎหมายรัฐธรรมนูญใช้อยู่ ไม่มีทางที่กฎหมายที่ละเมิดหลักการนิติบัญญัติจะผ่านมาบังคับใช้ได้เช่นเดียวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้"อดีตอธิการบดีมธ. กล่าว





