สมช. ห่วงมือที่ 3 สร้างสถานการณ์เฝ้าเกาะติดผู้ชุมนุม 1-3 พ.ย. เพิ่มมากขึ้นหลัง พ.ร.บ.นิรโทษผ่านวาระ 3 เผยยังไม่จำเป็นใช้กำลังทหารควบคุมม๊อบ
พ.อ.จรูญ อำภา รองโฆษกศูนย์อำนวยการร่วมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (ศอร.สมช.) กล่าวถึงการชุมนุมทางการเมืองภายหลังที่ประชุมสภาผ่านวาระ 3 ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ว่า ถือเป็นการต่อสู้ทางรัฐสภาซึ่งเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยแล้วไม่สำเร็จ จึงต้องออกมาต่อสู้ข้างนอก โดยทางสมช.ได้ติดตามสถานการณ์และประสานทุกภาคส่วนเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลความปลอดภัยและสถานการณ์ในภาพรวม ซึ่งคาดว่าในวันที่ 1 -3 พ.ย.นี้จะมีผู้ชุมนุนมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นประชาชนในกทม.และพื้นที่ใกล้เคียงส่วนต่างจังหวัดมีไม่มาก ทั้งนี้ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ คาดว่าจะมีผู้ชุมนุมจำนวนมากขึ้นโดยทาง ศอร.สมช.เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
เมื่อถามว่า สมช.ได้ประเมินสถานการณ์จะรุนแรงเหมือนปี 2553 หรือไม่ พ.อ.จรูญ กล่าวว่า ประเด็นนี้ไม่ได้ตัดออกไปเพราะเคยมีบทเรียนจากปี 2553 ซึ่งผู้บังคับบัญชาทุกระดับได้สั่งการและตระหนัก พร้อมกับขอร้องถึงประชาชนว่า เมื่อเรามีบทเรียนที่เจ็บปวดจากปี 2553 จะทำให้ทุกภาคส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องสมควรหลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่เพื่อความไม่ประมาทในฐานะที่ สมช. รับผิดชอบในภาพรวมจึงได้แจ้งทุกภาคส่วนให้เฝ้าติดตาม อย่างไรก็ตามกลุ่มต่างๆเท่าที่รู้เกิดจากความเดือดร้อนจริงทั้งกลุ่มสวนยางและกลุ่มที่มีความเห็นต่าง ซึ่งเท่าที่ติดตามเป็นกลุ่มเดียวกันเพียงแต่พยายามดำรงภาพของความเดือดร้อนนำมาเป็นเหตุในการร่วมชุมนุม ส่วนกลุ่มใดที่มีใครหนุนหลังอยู่ ทางสมช.ก็เฝ้าติดตามโดยใช้กระบวนการทางกฎหมายเข้าไปตรวจสอบ แต่ขณะนี้ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นกลุ่มใดบ้าง
เมื่อถามว่าได้ประเมินถึงกลุ่มมือที่สามที่จะเข้ามาสร้างสถานการณ์จนนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ พ.อ.จรูญ กล่าวว่า เป็นสิ่งหนึ่งที่เราคำนึงถึงและพยายามแจ้งเตือนส่วนที่เกี่ยวข้องเฝ้าติดตามกลุ่มต่างๆ เพราะเป็นประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในการป้องกันไม่ไห้เกิดเหตุรุนแรง ส่วนจะมีการขยายพื้นที่ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงออกไปอีกหรือไม่ ก็เป็นหนึ่งในความคิดที่ต้องเฝ้าติดตามประมวลสถานการณ์ในช่วง 3 วันนี้ว่า จะมีทิศทางไปทางใดต่อการชุมนุนมของแต่ละกลุ่ม เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพิจารณาว่า จะขยายพ.ร.บ.ความมั่นคงทั้งเงื่อนไขเรื่องของวัน เวลา และสถานที่ โดยจะประเมินสถานการณ์กันวันต่อวันเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิดไม่ให้กระดิกไปไหนเพื่อให้เกิดความครอบคลุม
เมื่อถามว่า ขณะนี้จำเป็นต้องขอกำลังทหารสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ หากเหตุการณ์ขยายวงกว้างออกไป พ.อ.จรูญ กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงานจาก ศอ.รส.ว่ายังมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เพียงพอ แต่เพื่อความไม่ประมาทได้ทำหนังสือขอความร่วมมือไปถึงเหล่าทัพหากเกิดเหตุการณ์บานปลาย ซึ่งทุกภาคส่วนก็ให้การสนับสนุนโดยเตรียมพร้อมในที่ตั้งในสถานการณ์ปกติ
"การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะนำมาดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะศักยภาพของตำรวจมีประสบการณ์จากครั้งที่ผ่านมา และมีบทเรียน คงจะไม่ใช้กำลังของกองทัพโดยไม่จำเป็นหรือไม่ร้องขอโดยไม่จำเป็น หากจำเป็นทาง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศอ.รส.จะใช้ดุลยพินิจในการขอกำลังเสริมจากกองทัพ"พ.อ.จรูญ กล่าว





