ประเมินม็อบเสื้อดำ วันฮัลโลวีน ต้านนิรโทษกรรม อุ้ม"ทักษิณ" แยกกันเดิน ร่วมกันตี จับตาขยายพื้นที่ พ.ร.บ.ความมั่นคง
การนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ "ฉบับสุดซอย-ทะลุซอย" หรือที่มีชื่อเต็มๆ ว่า ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... ในวันนี้ (31 ต.ค.) ทำให้อุณหภูมิการเมืองร้อนฉ่าขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ช่วงก่อนหน้านี้ยัง "ชิลล์ๆ" ไม่มีอะไรน่าหวั่นวิตก
เพราะตามตารางเวลาแล้ว ช่วงครึ่งแรกของเดือน พ.ย. รัฐบาลจะเฝ้าระวังเพียงเรื่องเดียว คือ "คดีปราสาทพระวิหาร" ซึ่งเมื่อต้นสัปดาห์ก็ไปเจรจาต้าอวยกับกัมพูชา เพื่อแสดงท่าทีให้สาธารณชนของทั้งสองประเทศเห็นว่า รัฐบาลทั้งสองชาติยึดมั่นเรื่อง "ความสัมพันธ์อันดี" มากกว่า "ผลแห่งคดี" (ทั้งๆ ที่ผลที่จะส่งถึงทั้งสองประเทศน่าจะแตกต่างกัน คือ กัมพูชามีแต่เสมอกับชนะ ส่วนไทยไม่เสมอก็แพ้)
ลีลาการเตรียมพร้อมของรัฐบาลทำเอาฝ่ายต่อต้าน "เหี่ยว" ไปเหมือนกัน แม้แต่ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมคนไทยรักชาติรักษาแผ่นดิน ยังถอยแผนชุมนุมหน้าบ้าน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ขณะที่ "ม็อบอุรุพงษ์" โดยเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และ "ม็อบสวนลุม" โดยกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แทบไม่เป็นข่าวตามหน้าสื่อเลยนอกจากกรณีโดนโรยหมามุ่ย
แต่แล้วจู่ๆ สถานการณ์ก็ถูกเร่งสู่ "จุดเดือด" เมื่อมีการแปรญัตติร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ให้เหมารวมครอบคลุมไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคเดียวกัน ในฐานะอดีตนายกฯและอดีตรองนายกฯช่วงที่มีการสลายการชุมนุมเมื่อปี 53 ได้อานิสงส์ไปด้วย เช่นเดียวกับบรรดาทหารหาญที่ออก "กระชับพื้นที่-กระชับวงล้อม"
ทีแรกวิปรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยวางเป้าจะนำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ เข้าสภาวาระ 2-3 ช่วงครึ่งหลังของเดือน พ.ย. นัยว่าเพื่อให้ผ่านคดีปราสาทพระวิหารไปก่อน ทว่าล่าสุดไม่รู้ได้สัญญาณดีมาจากไหน ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เร่งรัดบรรจุระเบียบวาระเข้าพิจารณาทันทีในวันที่ 31 ต.ค.
ทำให้ (อดีต) แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ประกาศลั่นกลองรบ ประกาศระดมพลชุมนุมที่หลังสถานีรถไฟสามเสน โดยขอให้มวลชนแต่งชุดดำ นัดเวลากันตั้งแต่เย็นย่ำของวันที่ 31 ต.ค.เป็นต้นไป
จับกระแสฝ่ายรัฐบาลยังประเมินว่าน่าจะ "เอาอยู่" เบื้องต้นยังไม่มีการประกาศขยายพื้นที่บังคับใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคง) เพิ่มเติมจากที่ประกาศอยู่เดิม 3 เขต 8 แขวง ได้แก่ เขตดุสิต เขตพระนคร และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย จนถึงสิ้นเดือน พ.ย.
ล่าสุดการประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ซึ่งมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยนำ เมื่อเย็นวานนี้ (30 ต.ค.) มีการประเมินยอดผู้ชุมนุมเบื้องต้นเกินหมื่นคน โดยการชุมนุมจะกระจายอย่างน้อย 4 จุด ได้แก่
1.แยกอุรุพงษ์ โดย คปท. 2.สวนลุมพินี โดย กปท. 3.หลังสถานีรถไฟสามเสน โดยอดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ 4.บริเวณตรงข้ามโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยกลุ่มแพทย์ไทยหัวใจรักชาติ ขณะที่กลุ่มหน้ากากขาว (วี ฟอร์ ไทยแลนด์) ออกแถลงการณ์ให้มวลชนไปร่วมชุมนุมที่ใดก็ได้ใน 4 จุดนี้ตามความสะดวก
อย่างไรก็ดี ศูนย์กลางที่ต้องจับตาอยู่ที่หลังสถานีรถไฟสามเสนซึ่งถือเป็น "ไข่แดง" และฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าถึงที่สุดแล้วม็อบทุกจุดน่าจะไหลไปรวมกับเวทีของอดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้ ที่ปิดถนนเพชรเกษมบริเวณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ด้วย
พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) เปิดเผย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า เท่าที่ประเมินสถานการณ์จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีการขยายพื้นที่บังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง และยังไม่ปิดการจราจรในช่วงเช้าวันที่ 31 ต.ค. ส่วนกำลังพลที่จะใช้ดูแลความสงบเรียบร้อยการชุมนุมนั้น กำลังหลักยังเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และยังไม่มีการเพิ่มกำลัง โดยทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้
"เราเน้นการรักษาความสงบเรียบร้อยและอำนวยการจราจร ยังไม่มีอะไรที่น่าวิตก อยากให้ประชาชนได้สบายใจ ส่วนพื้นที่หวงห้ามทั้งเขตพระราชฐาน ทำเนียบรัฐบาล และอาคารรัฐสภา เราก็ดูแลเข้มงวดเหมือนเดิม" รองผบ.ตร.ระบุ
ขณะที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า การชุมนุมของพรรคประชาธิปัตย์จะบายปลายหรือไม่ ต้องรอดูหลังจากนัดชุมนุมวันแรก คือตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.เป็นต้นไป โดยการชุมนุมจะบ่งชี้สถานการณ์ในระยะต่อไป
"รัฐบาลยังยืนอยู่จุดเดิม คือ คุมพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และเขตพระราชฐาน เชื่อว่าเครื่องมือที่มีอยู่ยังเพียงพอ ไม่มีการขยายการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไปยังพื้นที่เขตพญาไท เพราะเชื่อว่าการชุมนุมหลังสถานีรถไฟสามเสนจะไม่กระทบการทำงานของทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา"
พล.ท.ภราดร ยอมรับว่า ประเด็นม็อบเผชิญหน้า ระหว่างกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล กลับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล จนอาจเกิด "ม็อบชนม็อบ" เป็นเรื่องที่รัฐบาลกังวล
"เราได้สื่อสารไปยังมวลชนของฝ่ายรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีมือที่สามก็ต้องระวัง โดยเฉพาะถ้ามีคนชุมนุมจำนวนมาก" และว่าการเกิดกรณีโรยหมามุ่ยใส่ม็อบที่อุรุพงษ์ ถือเป็นนัยยะที่มีโอกาสจะเกิดมือที่สามแทรกซ้อนได้





