ศาลชี้"อากง"ตายจากมะเร็งตับ ไม่พบเจ้าหน้าที่ละเลยประมาท ทีมสมาคมนักก.ม.สิทธิมนุษยชน ระบุการร้องไต่สวน หวังผลักดันเรือนจำพัฒนามาตรฐาน
เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำสั่ง การชันสูตรพลิกศพ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นคำร้องไต่สวนการเสียชีวิตของนายอำพล ตั้งนพกุล หรืออากง อายุ 61 ปี นักโทษชายที่ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 20 ปี ฐานหมิ่นเบื้องสูง และเสียชีวิตในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 55 เพื่อให้ศาลทำคำสั่งว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด รวมถึงสาเหตุและพฤติการณ์การตายตาม ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150
โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เห็นว่า ที่พยานฝ่ายญาติผู้ตาย เบิกความทำนองว่า ระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำแดน 8 เจ้าหน้าที่ได้มอบหมายงานให้ นช.อำพลในปริมาณมาก และไม่ได้รับยาและอาหารที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีการพูดจาเสียดสีเกี่ยวกับคดีที่นช.อำพลถูกดำเนินคดี แต่ไม่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นช.อำพลได้ถูกทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด รวมทั้งการมอบหมายงานก็มีนักโทษคนอื่นได้ช่วยเหลือการทำงานของ นช.อำพล ขณะที่การควบคุมมีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ใช้กับนักโทษทุกคนเพื่อควบคุมในสถานคุมขังที่จะมีคนอยู่จำนวนมาก และเมื่อพบว่าผู้ตายมีอาการป่วยก็ได้เข้ารับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตามที่ญาติผู้ตายร้องขอ ส่วนอาการท้องโตของ นช.อำพล แพทย์เจ้าของไข้ก็ได้สั่งยาขับปัสสาวะเพื่อเอาน้ำออกจากช่องท้องโดยวิธีธรรมชาติ ซึ่งการวินิจฉัยเอาน้ำออกแพทย์มีดุลพินิจแตกต่างกันได้ จนกระทั่ง นช.อำพล เสียชีวิต และได้ผ่าพิสูจน์ศพจึงพบว่าเป็นโรคมะเร็งตับ
ส่วนที่แพทย์ พยานฝ่ายญาติผู้ตาย เบิกความถึงสาเหตุว่า ผู้ตายมีน้ำออกในช่องท้อง ซึ่งจะมีผลต่อการบีบเต้นของหัวใจที่อาจทำให้เสียชีวิตฉับพลันได้มากกว่าการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่ตายอย่างช้าๆ ก็เป็นการเบิกความตามผลการชันสูตรของแพทย์ โดยแพทย์เจ้าของไข้ได้วางแผนการรักษา ที่มีการเอกซ์เรย์ และเจาะเลือดตรวจ เนื่องจากยังไม่ทราบแน่ชัดว่าป่วยด้วยโรคอะไร ซึ่งระหว่างการรักษาก็ได้เข้าไปตรวจเยี่ยมคนไข้และ นช.อำพลตลอดเวลา แม้กระทั่งช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ทั้งที่ไม่ได้เป็นการบังคับ แสดงถึงความสนใจมีเจตนาที่จะรักษา นช.อำพล เช่นเดียวกับการตรวจพบการเต้นหัวใจที่เร็วผิดปกติก็ไม่ได้ละเลยในการสั่งยาลดการบีบตัวของหัวใจให้
สำหรับการกู้ชีพนั้น พยานซึ่งเป็นพยาบาลจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เบิกความว่า ขณะที่นายอำพล หยุดหายใจได้ช่วยกันปั้มหัวใจโดยใช้มือและเครื่องช่วยหายใจเป็นระยะเวลา 20 นาที แต่นช.อำพลก็ไม่ฟื้น แม้ว่าขณะปั๊มหัวใจจะไม่มีแพทย์เข้าไปดูอาการ แต่ก็ได้รับรายงานให้แพทย์ทราบเป็นระยะ ส่วนการใช้เครื่องปั้มหัวใจไฟฟ้าทางแพทย์ไม่ยืนยันว่าจะช่วยชีวิตได้ทุกครั้ง การกู้ชีพ นช.อำพล จึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เสียชีวิต แต่เป็นขั้นตอนการช่วยชีวิต พยานหลักฐานจึงไม่พอฟังว่าสาเหตุการเสียชีวิตของนายอำพลเกิดจากการละเลยและประมาทของเจ้าหน้าที่ตามที่ญาติผู้ตายได้กล่าวอ้าง ซึ่งยังห่างไกลจากการเชื่อมโยงสู่สาเหตุการตายอย่างมาก
ศาลจึงมีคำสั่งว่า นช.อำพลเสียชีวิต ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.55 เนื่องจากระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจล้มเหลวจากโรคมะเร็งตับลุกลาม ระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าพนักงาน
ภายหลัง น.ส. พูนสุข พูลสุขเจริญ ทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า คดีนี้ญาติผู้ตายได้มาร้องขอให้สมาคมยื่นไต่สวนหาสาเหตุการตาย ซึ่งหวังที่จะให้มีการพัฒนามาตรฐานการรักษาในเรือนจำ ขณะที่ผลของการไต่สวนการตาย ศาลได้วินิจฉัยว่า อากงไม่ได้เสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ แต่เสียชีวิตจากอาการของโรคประจำตัวคือมะเร็งตับระยะสุดท้าย ซึ่งต่างจากมุมมองที่เราได้นำพยานเข้าสืบว่าส่วนหนึ่งเกิดจากความประมาทในการรักษาและการดูแลของเจ้าหน้าที่ เพราะอากง มีอาการเจ็บป่วย ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค.55 ตรงกับช่วงวันหยุดต่อเนื่องเสาร์-อาทิตย์
และวันที่เสียชีวิตมีเพียงเจ้าหน้าที่พยาบาลมาทำการปั้มหัวใจโดยมือ เพื่อประคองการช่วยชีวิตเท่านั้น แต่ไม่ได้มีแพทย์มาช่วยเหลือใช้เครื่องปั้มหัวใจไฟฟ้า ให้ยาลดการบีบของหัวใจ หรือทำการตรวจรักษาอาการอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตามคำสั่งศาลวันนี้ถือเป็นที่สุดแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ญาติผู้ตายก็ได้ยื่นฟ้องคดีละเมิดเรียกค่าเสียหายมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท จากกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม กับศาลปกครองไว้ เมื่อวันที่ 7 พ.ค.56
ขณะนี้คดียังไม่ได้เริ่มไต่สวน แต่อยู่ระหว่างร้องขอให้ศาลปกครองพิจารณายกเว้นค่าธรรมศาลที่ผู้ฟ้องจะต้องวางในคดีที่เรียกค่าเสียหาย ขณะที่คำสั่งของศาลอาญาที่วินิจฉัยสาเหตุการตาย แม้จะถือเป็นที่สุดว่าการเสียชีวิตไม่ได้เกิดจากความประมาทของเจ้าหน้าที่ แต่ก็จะไม่เกี่ยวข้องกับคดีของศาลปกครอง เพราะเป็นคนละกรณี การไต่สวนของศาลปกครองจะพิจารณาจากพยานเอกสารหลักฐานที่จะเรียกจากคู่ความซึ่งเราก็ได้นำส่งเอกสารเกี่ยวกับการรักษาดูแลให้พิจารณา
"จุดประสงค์เพื่อต้องการให้ทางกรมราชทัณฑ์ได้พัฒนาระบบการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่เป็นผู้ต้องหาขังในเรือนจำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าปัจจุบัน เพราะเราเห็นว่าการรักษาพยาบาลของกรมราชทัณฑ์มีมาตรฐานที่ต่ำกว่าโรงพยาบาลทั่วไป กรณีของอากง ที่มีอาการเจ็บป่วย ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค. ตรงกับช่วงวันหยุดต่อเนื่องเสาร์-อาทิตย์ มีเพียงเจ้าหน้าที่พยาบาลมาทำการปั้มหัวใจโดยมือ เพื่อประคองการช่วยชีวิตเท่านั้น แต่ไม่ได้มีแพทย์มาช่วยเหลือใช้เครื่องปั้มหัวใจไฟฟ้า ให้ยาลดการบีบของหัวใจ หรือทำการตรวจรักษาอาการอย่างทันท่วงที"ทนายความกล่าว
ด้านนายอานนท์ นำภา หนึ่งในทีมทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนฯ ก็กล่าวว่า ฝ่ายญาติผู้ตายไม่ได้ติดใจที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่เป็นรายบุคคล เพราะการไต่สวนหาสาเหตุการเสียชีวิตก็เพื่อที่จะให้มีการพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลในเรือนจำ เพราะสภาพการรักษาในเรือนจำค่อนข้างแย่ เราจึงต้องการผลักดันให้มีการพัฒนาดังกล่าว





