วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตร.แจงกสม.ถูกคปท.มองเป็นฝ่ายตรงข้าม

ตำรวจชี้แจงกสม. เคารพสิทธิผู้ชุมนุม ระบุถูกมองเป็นฝ่ายตรงข้าม ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยผู้ชุมนุมได้เต็มที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ในฐานประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมืองของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้มีการประชุมพิจารณากรณีเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่ชุมนุมบริเวณแยกอุรุพงษ์ ร้องเรียนเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ว่าหน่วยงานของรัฐได้ละเมิดสิทธิในการชุมนุม มีการจับกุมนักเรียน นักศึกษาที่ขึ้นเวทีปราศรัยไปทำประวัติที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง โดยมีหน่วยงานของรัฐ ส่งตัวแทนเข้าร่วมชี้แจง ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งและพญาไท

พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม ผู้ช่วยผบ.ตร ที่เข้าชี้แจงแทน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่รัฐบาลต้องประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงเนื่องจากประเมินเหตุการณ์ชุมนุม รวมถึงการเคลื่อนไหวของแกนนำผู้ชุมนุมแล้วเห็นว่า มีความต้องการต่อต้านรัฐบาล และมีแนวโน้มที่จะเกิดเหตุความรุนแรง ส่วนที่ต้องขยายการบังคับใช้ประกาศฯไปจนถึง 30 พ.ย. เนื่องจากเห็นว่ารัฐสภาจะเปิดประชุมจนถึง 28 พ.ย. และผู้ชุมนุมต้องการที่จะคัดค้านการออกกฎหมาย ประกอบกับในช่วงวันที่ 11 พ.ย.จะมีการตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร ที่เชื่อว่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมืองไม่ว่าผลคำพิพาษาจะออกมาในทางใด

"การประกาศใช้พ.ร.บ.มั่นคงจึงเป็นการดำเนินการเชิงป้องกัน ที่ฝ่ายความมั่นคงเห็นว่าน่าจะดีกว่าปล่อยให้เกิดเหตุแล้วมาแก้ไข และยืนยันว่าตำรวจเคารพสิทธิในการชุมนุมตามกฎหมาย ซึ่งการประกาศใช้พ.ร.บ. มั่นคง นั้น เกิดจากการประเมินสถานการณ์ และพบว่าสถานการณ์มีแนวโน้มไปตามที่ประเมิน ไม่ใช่การคิดเอาเองโดยไม่มีข้อมูล โดยทางการข่าวพบว่าช่วงเวลานับจากนี้จะมีการเคลื่อนไหวทั้งสนับสนุนและคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้มีการประสานไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตำรวจทุกที่ให้ดูแลการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนต่างๆ อย่างใกล้ชิด หากพบแนวโน้มว่าการชุมนุมอาจเกินเลยจนเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลไม่ได้ รัฐบาลก็จะพิจารณาประกาศใช้กฎหมายพิเศษเพื่อควบคุมสถานการณ์ต่อไป " พล.ต.ท. อำนาจ กล่าว

ด้าน พล.ต.ท.อำนาจ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามในเรื่องของการดูแลความปลอดภัยในการชุมนุมนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถเข้าไปดูแลได้อย่างเต็มที่จึงทำให้เกิดปัญหาอยู่จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากผู้ชุมนุมมองเจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายตรงข้าม พยายามปิดกั้นไม่ให้ตำรวจเข้าไปดูแล รวมถึงบางกรณีมองว่าตำรวจเป็นผู้ก่อเหตุเสียเองเช่นกล่าวหาว่า ตำรวจโยนหมามุ่ยเข้าใส่ผู้ชุมนุม ทั้งที่ในการชุมนุมผู้ชุมนุมก็ไม่ได้เป็นเอกภาพ

"อย่างเช่นเมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่มีผู้ชุมนุมบางส่วนต้องการเคลื่อนไปที่หน้าทำเนียบ แต่แกนนำผู้ชุมนุมเดิมไม่เห็นด้วย เมื่อมีการเคลื่อนตัว ก็กลับมีการนำถุงดำไปคลุมกล้องวงจรปิดที่เดิมใช้ในการตรวจจับจราจร แต่เมื่อมีการชุมนุมทางตำรวจจึงใช้มาดูแลในเรื่องความปลอดภัยกับผู้ชุมนุม นอกจากนี้ทางตำรวจก็ได้พยายามที่จะเจรจาให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนไปปักหลักชุมนุมที่ลานกีฬาใต้ทางด่วนอุรุพงษ์ ซึ่งห่างจากพื้นที่ชุมนุมแยกอุรุพงษ์เพียง 10 เมตร เพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจรโดยเฉพาะในช่วงต้นสัปดาห์หน้าที่จะมีการเปิดภาคเรียนทุกโรง แต่ทางผู้ชุมนุมก็ไม่ยินยอมกลับจะขอไปชุมนุมที่ข้างทำเนียบรัฐบาล โดยอ้างแต่เพียงสิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ทั้งที่ก่อนจะอ้างมาตราดังกล่าวก็ควรต้องดูมาตรา 28 ที่ระบุว่าการจะใช้สิทธิก็ต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นด้วย ส่วนที่กรุงเทพมหานครอำนวยความสะดวกในเรื่องรถสุขา และเครื่องปั่นไฟนั้น แม้จะเป็นหน้าที่ แต่เมื่อการชมุนุมนี้มีเจตนาต่อต้านรัฐบาลทางตำรวจก็เห็นว่าไม่เหมาะสม " พล.ต.ท. อำนาจ กล่าว