รมว.ยุติธรรมแถลงเห็นด้วยพ.ร.บ.นิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทุกฝ่าย นับหนึ่งใหม่ เพราะปัญหาจะไม่สิ้นสุด
นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ในฐานะกรรมาธิการยกร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ร่วมชี้แจงต่อสื่อมวลชนกรณีการยกร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ภายหลังมีการแก้ไขการนิรโทษกรรมให้ครอบคลุมไปถึงผู้สั่งการให้ไม่ต้องรับโทษ โดยนายชัยเกษม กล่าวว่า เพิ่งมีโอกาสได้เห็นร่างแก้ไขกฎหมายพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งต้องดูหลักการและวัตถุประสงค์ในการแก้ไขเป็นหลัก ส่วนตัวเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมให้กับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทุกฝ่ายรวมถึงฝ่ายการเมือง เพราะเห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งทางการเมืองและขัดผลประโยชน์ทางการเมือง ถ้าลดผลประโยชน์ทางการเมืองของแต่ละฝ่ายลงได้ สังคมจะดีขึ้น ดังนั้นจึงต้องร่วมกันผลักดันเพื่อให้สิ่งที่เป็นปัญหามีทางออก ไม่เช่นนั้นปัญหาก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ตนจึงเห็นด้วยกับการนับหนึ่งใหม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมนิรโทษกรรมไปถึงผู้สั่งการโดยไม่สอบถามความเห็นจากประชาชนก่อน นายชัยเกษม กล่าวว่า จะให้ถามความเห็นจากกลุ่มไหน ถามจากคน 10 คน หรือ 100 คน หรือให้ถามจากสื่อมวลชน ต้องยอมรับก่อนว่าประเทศใช้ระบอบรัฐสภา เสียงข้างมาก ประชาชนเลือกส.ส.มาเป็นผู้แทน กฎหมายฉบับนี้เสนอโดย ส.ส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่การเสนอโดยรัฐบาล สิ่งที่เสนอในรัฐสภาเป็นไปตามระบบ มาจากเสียงข้างมากแล้ว ไม่เช่นนั้นการออกกฎหมายทุกฉบับก็ต้องไปทำประชามติทุกครั้งซึ่งไม่สามารถทำได้ ถ้าไม่ยึดกับระบบรัฐสภาก็ต้องไปสู้กันในถนน ซึ่งนอกจากจะน่ารำคาญแล้วยังทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยหาเสียงว่าจะไม่นิรโทษกรรมผู้สั่งการ แต่กลับไม่ทำตามที่หาเสียง นายชัยเกษม กล่าวว่า ตนจำไม่ได้ว่าหาเสียงอย่างไร หากประชาชนไม่พอใจมีทางเดียวคือในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ไม่ต้องเลือกกลับมาอีก เพราะไม่ได้ทำตามที่หาเสียงไว้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีความเห็นไม่เห็นด้วยและมีแนวโน้มจะเกิดความแตกแยกรุนแรงรอบใหม่เกิดขึ้น จะมีแนวทางอะไรดีกว่ารอการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ นายชัยเกษม กล่าวว่า ถ้าใครมีทางดีกว่านี้ ตนในฐานะ รมว.ยุติธรรม พร้อมจะทำให้ แล้วถามกลับมายังผู้สื่อข่าวว่า คุณมีช่องทางอื่นที่ดีกว่าหรือไม่ การออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเมื่อมีผลบังคับใช้แล้ว เชื่อว่าไม่สามารถทำให้สังคมเกิดความรู้สึกปรองดองได้ 100% แต่โดยส่วนตัวก็ยังเห็นว่ามีดีกว่าไม่มี และหลังนิรโทษกรรมจะเห็นได้ชัดเจนว่าจะมีบางกลุ่มหายไปจากความขัดแย้งทันที ถือว่าได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ใช่คิดว่าถ้ายอมให้อีกฝ่ายได้ประโยชน์ เที่ยวหน้าฉันแพ้อีก ซึ่งแบบนี้ไม่ใช่วิถีประชาธิปไตย หากเสียงข้างน้อยไม่ยอมออกไปสู้ในถนน กี่ปีๆประเทศไทยก็จะเป็นอย่างนี้
รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า การนิรโทษกรรมไม่ได้เน้นที่ตัวบุคคลเป็นหลักแต่เน้นที่เหตุการณ์ ทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ก็จะได้รับสิทธิในการนิรโทษกรรมเท่าเทียมกันทุกฝ่าย ไม่สามารถเจาะจงว่าไม่ให้นิรโทษกรรมพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร , นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ พร้อมย้ำว่าเป็นการนิรโทษกรรมให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช้ตัวบุคคล แต่ในขณะนี้การแก้ไขร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยังอยู่ในขั้นตอนการแปรญัตติ โดยการแปรญัตติสามารถทำได้โดยต้องไม่หลุดจากหลักการ ทั้งนี้ส่วนตัวรู้สึกหนักใจเพราะมีผู้ตั้งความหวังกับกระทรวงยุติธรรม แต่กระทรวงไม่ได้รับผิดชอบเรื่องดังกล่าวโดยตรง ตนเองดีใจที่ไม่ใช่ผู้เสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่สภาฯ แต่เป็นเรื่องของสภาฯตามระบอบประชาธิปไตย หากไม่สู้ในสภาฯก็ต้องไปสู้กันข้างถนนตลอด ซึ่งตนเองก็ไม่เห็นด้วย แม้ประชาธิปไตยจะเป็นเสียงข้างมากลากไป แต่ก็ต้องมีเหตุผลที่ชี้แจงได้ และเสียงข้างมากต้องตัดสินใจจบที่ประชาธิปไตย
"ผมต้องการให้มีการนับหนึ่งใหม่ ซึ่งจะต้องมีการเคลียร์ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะไม่สิ้นสุด และติดค้างอยู่ตลอด ไม่มีใครได้ หรือเสียประโยชน์ทั้งหมด ส่วนเรื่องผลจากการนิรโทษกรรมจะทำให้ต้องคืนเงินในคดีทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวกับพ.ร.บ.นี้ แต่หากจะไปฟ้องร้องกับศาลแพ่งก็เป็นเรื่องของศาล หรือถ้าไม่อยากคืนเงินหรือคืนเงิน ก็ต้องไปออกกฎหมายกำหนดให้ชัดเจน" รมว.ยุติธรรม กล่าว





