วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผวากลุ่มจ้องป่วน'พระวิหาร'

สมช.ผวา "ภัยแทรกซ้อน" หลังศาลโลกพิพากษาคดีพระวิหาร เผย ได้กลิ่นเตรียมสร้างสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หวังจุดกระแสขัดแย้งลาม

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยอมรับกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ฝ่ายความมั่นคงมีความกังวลเรื่องการสร้างสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อจุดกระแสให้เกิดความขัดแย้งหลังจากทราบผลคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก (ไอซีเจ) ในคดีปราสาทพระวิหารแล้ว

"เรากำลังจับตาอยู่ เพราะต้องระวังสิ่งที่เรียกว่าภัยแทรกซ้อน ซึ่งการข่าวก็ระบุว่ามีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีหน่วยที่ไม่ถูกต้อง หรือหน่วยที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ เข้าไปปฏิบัติทางยุทธวิธีบางอย่างเพื่อจุดกระแสให้เกิดเรื่องขึ้นมา"

ทั้งนี้ เมื่อให้ขยายความว่า "หน่วยที่ไม่มีอำนาจหน้าที่"หมายถึงอะไร พล.ท.ภราดร ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยบอกเพียงว่ามีการติดตามความเคลื่อนไหวขององค์กรในลักษณะการกุศลหรือทำงานเพื่อสังคมบางแห่งที่อ้างภารกิจเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และได้รับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนเป็นจำนวนมาก โดยกำลังติดตามดูว่ามีการสะสมกำลังคนและติดอาวุธหรือไม่

"เราพยายามมองในแง่ดีไว้ก่อน แต่องค์กรที่ว่านี้ก็มีความเคลื่อนไหวน่าสนใจ ทางฝ่ายความมั่นคงจึงต้องเฝ้าระวัง"

สร้างเครือข่ายชายแดนช่วยเฝ้าระวัง

สำหรับแนวทางการรับมือหากมีการสร้างสถานการณ์เพื่อจุดกระแสขึ้นจริงนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ได้ประสานกับฝ่ายปกครองให้เข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน และทำประชาสัมพันธ์เชิงจิตวิทยา หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น คนในพื้นที่จะได้รายงานหรือแจ้งข้อมูลให้รัฐบาลทราบ

"เท่าที่เราส่งทีมงานเข้าไปในพื้นที่ ยืนยันได้ว่าชาวบ้านเขาไม่อยากให้รบ ฉะนั้นถ้าชาวบ้านเห็นสิ่งแปลกปลอมหรือความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยว่าจะเป็นภัยแทรกซ้อน ก็จะส่งข่าวให้เราทราบ มั่นใจว่าจะควบคุมสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อยได้" เลขาธิการ สมช.ระบุ

แหล่งข่าวจากหน่วยงานด้านความมั่นคง ให้ข้อมูลเสริมว่า องค์กรการกุศลที่อ้างภารกิจเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังถูกจับตานี้ มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารเมื่อปี 2549 เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

"เอกชัย"ยอมรับเสี่ยงมีภัยแทรกซ้อน

ด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า อดีตนายทหาร ตท.10 ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนด้านเขาพระวิหารช่วงที่ยังรับราชการ กล่าวถึงกระแสข่าวมือที่สามหรือภัยแทรกซ้อนที่อาจสร้างสถานการณ์จุดชนวนความขัดแย้งหลังศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหารว่า มีความเป็นไปได้ และเป็นประเด็นที่น่าจับตา

"ผมเคยปฏิบัติงานในพื้นที่นี้มา ก็เห็นว่าสิ่งนี้แหละที่จะเป็นเงื่อนไข เพราะในส่วนของทหารเองไม่มีอะไร มีความเข้าใจกันดี และรู้กันดีว่าพื้นที่ไหนที่ไม่ควรล้ำเข้าไป เนื่องจากจะทำให้เกิดเงื่อนไขขึ้นได้ แต่ที่ผ่านมากลับมีบางกลุ่มพยายามบุกรุกพื้นที่พิพาทเข้าไป กระทั่งกลายเป็นพื้นที่อ่อนไหว สุ่มเสี่ยงทำให้เกิดปัญหาและกระทบความสัมพันธ์ได้ทุกเมื่อ"

หนุนเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

พล.อ.เอกชัย กล่าวด้วยว่า รัฐบาลทราบถึงความอ่อนไหวของประเด็นปราสาทพระวิหารเป็นอย่างดี ด้านหนึ่งจึงได้ขยายเวลาประกาศพื้นที่ใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) เพื่อดูแลการชุมนุมในเขตกรุงเทพฯด้วย แต่ส่วนตัวยังเชื่อว่าคำพิพากษาของศาลโลกไม่น่าจะออกมาในทางเลวร้าย แต่น่าจะเป็นแนวทางที่ทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้มากกว่า

"มีข้อสังเกตว่าฝ่ายรัฐบาลของเราเองมีการเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่การพูดคุยเจรจา เหมือนกับว่าเตรียมพร้อมสำหรับคำตัดสินที่อาจจะออกมาว่าให้ทั้งสองประเทศไปเจรจาแบบทวิภาคีร่วมกัน ซึ่งหากเป็นไปตามนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา190 ที่เพิ่งผ่านวาระ 3 ของรัฐสภาไป ก็จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารสามารถเจรจากับกัมพูชาได้มากขึ้นและคล่องตัวขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่มีเงื่อนไขว่าต้องนำประเด็นการเจรจาเข้าขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเหมือนเมื่อก่อน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการเสียดินแดน แต่เป็นการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน" พล.อ.เอกชัย ระบุ

นายกฯนั่งหัวโต๊ะถกฝ่ายมั่นคงวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ (21 ต.ค.) นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับกรณีปราสาทพระวิหาร เพื่อหารือถึงมาตรการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นหลังจากศาลโลกมีคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร โดยมีรายงานว่าพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพจะเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อชี้แจงแผนการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นจุดเปราะบางที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้

ทั้งนี้ กัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้ตีความคำพิพากษาเมื่อปี พ.ศ.2505 ว่าบริเวณโดยรอบปราสาทที่ศาลตัดสินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชานั้น มีขอบเขตถึงจุดใดกันแน่ ซึ่งฝ่ายไทยเกรงว่าคำพิพากษาของศาลอาจกระทบถึงพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ เพราะยังไม่มีการปักปันเขตแดน

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ออกมาสั่งการห้ามกำลังทหารตามแนวชายแดนด้านเขาพระวิหารเคลื่อนกำลัง เพื่อป้องกันฝ่ายกัมพูชาเข้าใจผิด

ไทย - กัมพูชาเห็นด้วยตั้งคณะทำงานร่วม

ด้าน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้โทรศัพท์หารือเบื้องต้นกับนายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาแล้ว ซึ่งนายฮอร์ นัมฮงเห็นด้วยในหลักการที่จะให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมขึ้น

หลังได้ข้อสรุปในเรื่องรายละเอียดของคณะทำงานฝ่ายไทยแล้วจะนัดหารือกับนายนัมฮงต่อไป และตกลงกันว่าจะพบกันก่อนวันที่ศาลโลกนัดอ่านคำพิพากษา วันที่ 11 พ.ย. 2556 เนื่องจากที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศได้พูดคุยกันมาตลอดว่า ต้องแยกเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ออกจากคดีปราสาทพระวิหาร โดยไทยและกัมพูชาเห็นพ้องกันว่า ไม่ว่าคำตัดสินจะเป็นอย่างไร ต้องพูดคุยกันเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง นอกจากนี้ ในการดำเนินการตามคำตัดสินของศาลโลก ก็ต้องใช้เวลา และต้องมีการพูดคุยกันในรายละเอียด ไม่ใช่จะทำได้ในชั่วข้ามคืน

กต.ชงงบถ่ายทอดสดคำตัดสินศาลโลก

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ตนจะเสนอเรื่องดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรี ในการประชุมเตรียมความพร้อมคดีพระวิหาร ในวันนี้ ซึ่งในเบื้องต้นเห็นว่าควรรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเขตแดนทั้งหมด อาทิ คณะกรรมการเขตแดนร่วม(เจบีซี) และคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบตามชายแดนทั่วไป(จีบีซี) รวมอยู่ด้วย หลังได้ข้อยุติในรายละเอียดแล้วจะนำเข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อของบประมาณสำหรับการถ่ายทอดสดการอ่านคำตัดสินของศาลโลกแล้ว เพราะทราบดีว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ ขณะนี้เปรียบเหมือนถึงช่วงไคลแม็กซ์ หากไม่ถ่ายทอดก็เหมือนดูหนังไม่จบม้วน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ขณะนี้ประชาชนคนไทยน่าจะเข้าใจข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องแล้ว

"อภิสิทธิ์"งงนายกฯเยือนเอธิโอเปียช่วงตัดสินคดี

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปเอธิโอเปีย ระหว่างวันที่ 10-12 พ.ย. ซึ่งตรงกับวันที่ศาลโลกจะมีคำตัดสินในคดีปราสาทเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ในวันที่ 11 พ.ย.ว่า ตนยังไม่ทราบถึงการเดินทางดังกล่าว และไม่รู้ว่าไปทำอะไร สำคัญแค่ไหน ควรจะต้องอธิบายว่าการเดินทางดังกล่าวสำคัญอย่างไร

ทั้งนี้การตัดสินของศาลโลกมีความสำคัญกับประเทศไทยมาก โดยเราหวังว่าศาลจะตัดสินไม่ให้เกิดปัญหา ไม่เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของศาล เพราะกระบวนการทั้งหมดมีไว้เพื่อลดหรือยุติความขัดแย้ง ดังนั้นศาลต้องดูอำนาจของตัวเองไม่ตัดสินให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น เรื่องนี้เป็นผลประโยชน์สำคัญของชาติ รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อม