"ยิ่งลักษณ์"ระบุงานวิจัยต้องตอบโจทย์ในการพัฒนาทุกขั้นตอน โดยเฉพาะความต้องการของตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการทิศทางการวิจัยของประเทศไทย โดยมีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายพีรพันธุ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อการบูรณาการต่อยอดงานวิจัยของประเทศไทย โดยนายธีรัตถ์ รัตนเสวี เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ระบุว่า ขณะนี้ได้มีการรวบรวมผลงานวิจัยจากหน่วยงาน 6 ส. ได้แก่ สวทน. สวทช. สกว. สวก. สวรส. สกอ. และ วช. เป็นเครือข่ายองค์การบริหารงานวิจัยแห่งชาติ หรือเรียกว่า คอบช. โดยพบว่าหน่วยงานดังกล่าวมีงานวิจัยรวมกันถึง 178,764 รายการ มีนักวิจัย 112,125 คน
"ขณะนี้ได้มีความพยายามในการลดความซ้ำซ้อนของการวิจัย สามารถนำไปต่อยอดใช้ได้จริง ด้วยการให้ทุกหน่วยงานร่วมกันกำหนดทิศทางและปรับพันธกิจให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และตั้งเป้าหมายการวิจัยที่มุ่งเกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและพัฒนาชุมชน " นายธีรัตถ์ กล่าว
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีเห็นว่างานวิจัยของภาครัฐมีอยู่เป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องนำมาใช้ในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ รวมถึงการนำงานวิจัยไปพัฒนาภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร ทั้งนี้ได้มอบหมายให้คอบช. เร่งปรับปรุงเวปไซต์ www.tnrr.in.th ซึ่งเป็นเวปไซต์รวบรวมงานวิจัยให้เป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน เปิดกว้างให้เอกชนเข้ามาจับคู่กับงานวิจัยเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ แสดงความคิดเห็นถึงงานวิจัย รวมถึงหามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีหากต้องการมีการนำงานวิจัยไปต่อยอด
"นายกรัฐมนตรียังต้องการเห็นการจัดนิทรรศการงานวิจัยของภาครัฐแบบองค์รวมแล้วเชิญภาคเอกชนเข้ามาเลือกดูงานวิจัยที่เหมาะสม นายกรัฐมนตรี ยังย้ำด้วยว่า อยากเห็นงานวิจัยของประเทศมุ่งเน้นการตอบโจทย์ในการพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของตลาด รวมถึงการวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก โดยมีการกำหนดพืช 4 ชนิดที่จะมีการให้ความสำคัญกับการนำร่องการวิจัยคือ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง และอ้อย นอกจากนี้อยากให้มีการนำงานวิจัยไปใช้ในการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี เพราะในปัจจุบันมีปัญหาเรื่องต้นทุนการบริหารจัดการสูง แต่ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ดังนั้นจึงต้องหาทางในการนำงานวิจัยไปเสริมกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าและมาตรฐาน ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการจัดรูปแบบการศึกษาในการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็ก วิสาหกิจชุมชน ในการประยุกต์ผลงานวิจัยมาใช้ และต่อยอดด้วยกองทุนตั้งตัวได้ต่อไป " นายธีรัตถ์ กล่าว





