"อภิสิทธิ์"เผยประชุมใหญ่พรรครับข้อบังคับใหม่ปรับโครงสร้างพรรคเดือนพ.ย. ปฏิเสธลูกพรรคบีบให้ออกจากหัวหน้าปชป.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงผลการประชุมกรรมการบริหารเรื่องการปฏิรูปพรรคว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพราะการปรับปรุงโครงสร้างการปฏิรูปพรรคได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง และได้มีการปรับเปลี่ยนจากนั้นก็ได้มีการนำเสนอข้อบังคับใหม่ต่อที่ประชุม โดยมีข้อสรุปชัดเจนคือ 1. ปรับโครงสร้างของสภาที่ปรึกษา โดยจะมีการดึงผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาบวกกับการขับเคลื่อนในระบบสมัชชา 2 .จัดการพื้นที่ เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์การเลือกตั้ง ก็จะมีระบบเฉพาะที่เป็นคณะกรรมการปฏิบัติการณ์ในเขตพื้นที่ แยกออกมาต่างหาก จากกรรมการบริหาร ซึ่งยังคงมีรองหัวหน้าภาค บวกกับรองหัวหน้าพรรค ที่จะได้รับมอบหมายตามภารกิจต่างๆ 3. การปรับสำนักงานเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการขับเคลื่อนงานทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องงานการสื่อสาร การวิจัย เรื่องนโยบาย ดังนั้นก็จะมีการนำไปปรับให้เข้ากับข้อบังคับพรรคเพื่อจะได้นำเสนอต่อที่ประชุมร่วมของกรรมการบริหารพรรค กับส.ส.ต่อไป ซึ่งภายในเดือนนี้จะนำเสนอที่ประชุมส.ส.ได้ จากนั้นก็จะมีการประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อรับรองข้อบังคับใหม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะประชุมในเดือนพ.ย.หรือธ.ค.นี้
เมื่อถามว่า มีความพยายามจะเปลี่ยนหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหากับใคร เพราะพรรคขับเคลื่อนโดยสมาชิกอยู่แล้ว ที่ว่ามีการพูดกันในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคนั้นขอยืนยันว่า ไม่มี ทุกคนก็พูดตรงกันว่า หากมีการปรับโครงสร้างพรรคแล้วทุกอย่างก็จะยุติไม่มีใครที่จะย้ายไปไหน ยืนยันว่า พรรคมีเอกภาพ แต่ความแตกต่างทางความคิดก็มีซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็ไม่มีปัญหาในการขับเคลื่อนทางการเมืองไปสู่เป้าหมาย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคคิดว่า เป้าหมายข้างหน้าของพรรคที่ต้องทำคือ การต่อสู้ทางการเมือง เพราะปัจจุบันนโยบายของพรรคและรัฐบาลนั้นแตกต่างกันทั้งแนวคิดการบริหารประเทศและวิธีการบริหารประเทศ โดยพรรคเรื่องธรรมาภิบาล การกระจายอำนาจ การพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่ต้องทำหน้าที่อย่างเข้มข้นควบคู่ไปกับการนำเสนอทางเลือกในเชิงนโยบายออกมาส่วนการต่อสู้อีกด้านหนึ่งก็คือ การต่อสู้ขับเคี่ยวในพื้นที่ ซึ่งมันเป็นความจริงของระบบการเมืองนั้น การจัดการตรงนี้ที่มีการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ ก็จะทำให้เรามีความเข้มแข็งมากขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะเดินไปในการต่อสู้คู่ขนานอย่างนี้ 2 ด้านเราก็พยายามจะเปิดกว้าง เพื่อหาทางให้สมาชิกและบุคคลภายนอก เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะร่วมกันกำหนดทิศทางของพรรคฯ ได้มากขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกประชาชนต่อไป





