วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปชป.ยื่นเอาผิด'จุลสิงห์'ไม่ยื่นฎีกาคดีโอนหุ้นชินฯ

"ถาวร"ยื่นป.ป.ช.เอาผิด"จุลสิงห์ วสันตสิงห์"คดีอาญา มาตรา200 ไม่ยื่นฏีกาคดีคุณหญิง"พจมาน"เลี่ยงภาษีโอนหุ้นให้"บรรณพจน์"

นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงว่าจะยื่นเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฐานเป็นเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 ซึ่งมีโทษจำคุก 6 เดือนถึง 7 ปี ให้พิจารณากรณีที่นายจุลสิงห์ ไม่สั่งฟ้องฎีกาคดีที่คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมพวกจงใจเลี่ยงภาษี 273,060,000 บาท

นายถาวร กล่าวว่า เหตุเกิดเมื่อปี 2540 ที่คุณหญิงพจมานได้ยกหุ้นให้นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชาย ซึ่งต้องชำระภาษีให้รัฐรวม 273,060,000 บาท แต่กลับมีการทำนิติกรรมอำพรางว่าเป็นการซื้อขายหุ้นให้ โดยเสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้นายหน้าจากการซื้อขายเพียง 7,380,000 บาทเท่านั้น หลังจากที่อัยการยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลได้พิพากษาให้จำคุกคุณหญิงพจมานกับนางกาญจนาภา หงส์เหิน ผู้จัดการแทนคนละ 3 ปี และจำคุกนายบรรพจน์ 1 ปีไม่รอลงอาญา จากนั้นคุณหญิงพจมานและนายบรรพจน์ได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ตัดสินให้ยกฟ้องคุณหญิงพจมาน และนางกาญนาภา ขณะที่ให้ลงโทษจำคุกนายบรรพจน์ 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ขณะที่กลับปรากฏสิ่งที่สังคมไทยและวงการยุติธรรมจับตามองคือ อัยการสูงสุดไม่ยื่นฟ้องฎีกาในคดีนี้ต่อ ตนจึงตั้งคณะกรรมการติดตามกรณีนี้ตลอดมา

"การที่มายื่นร้องทุกข์กล่าวโทษ ในการปฏิบัติหน้าที่วันสุดท้ายของนายจุลสิงห์ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันนี้( 30 ก.ย.) เพราะหลักฐานเอกสารต่างๆในคดีดังกล่าว ผมเสาะแสวงหามาได้อย่างอยากลำบาก มีการปกปิด หรือให้ไม่ครบ จนต้องทำเรื่องของจากคณะกรรมการอุทรณ์ตามกฏหมายพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งทางอัยการดำเนินการล่าช้ามาก เอกสารบางอย่างเพิ่งได้มา ส่วนเหตุที่ไม่ยื่นถอดถอนนายจุลสิงห์ เพราะนายจุลสิงห์จะเกษียณราชการในวันนี้ (30 ก.ย.)แล้ว อีกทั้งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาของส.ว. ซึ่งคิดว่ามาจากฐานการเมือง ที่จะมีส.ว.มาจากการเลือกตั้ง ผมจึงไม่มั่นใจในกระบวนการถอดถอนผ่านวุฒิสภา จึงเลือกที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมด้านเดียว เพื่อเป็นบรรทัดฐาน และต้องขอโทษพี่น้องอัยการในสำนักงานอัยการ เพราะมีความจำเป็นที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ เพื่อรักษาความถูกต้องที่บรรพอัยการที่ได้สะสมเกียรติยศ ศักดิ์ศรียึดมั่นการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และให้สังคมนี้ทราบว่า ที่สุดแล้วจะมีเพียงความจริงแท้ของข้อเท็จจริงเท่านั้นที่จะยังคงอยู่" นายถาวร กล่าว

นายถาวร กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องกล่าวโทษ เพราะ 1.อัยการกลับมีความเห็น กรณีคุณหญิงพจมานกับนางกาญจนาภา จากเห็นว่ามีความผิดเป็นไม่ผิด ซึ่งตามปกติเรื่องในลักษณะดังกล่าวอัยการต้องยื่นฎีกาเกือบทุกเรื่อง 2.อัยการมีความเห็นกรณีบทลงโทษจำคุก ตามประมวลรัษฎากรว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวไม่มีเจตนารมณ์ไม่ประสงค์ให้จำคุกผู้กระทำความผิด 3.อัยการปกปิดข้อเท็จจริงในกรณีสั่งไม่ฎีกา กรณีคุณหญิงพจมานจ่ายค่าหุ้นจากกระเป๋าซ้ายใส่กระเป๋าขวา แทนนายบรรณพจน์ และยอมจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat)นายหน้าแทน แต่ได้หนีภาษี 273,060,000 บาท 4.กรณีนายบรรพจน์ ศาลพิพากษาว่า ผิดตามฟ้องแต่ลงโทษ 1 ปี รอลงอาญา อีกทั้งประธานศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนและทำความเห็นแจ้งว่า การหลบหนีคดีนี้เป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ไม่สมควรรอลงอาญา แต่อัยการกลับไปก้าวล่วง วินิจฉัยเสียเองว่าแม้จะฎีกาไป ศาลฎีกาก็คงจะไม่รับฎีกา5.อัยการอ้างว่าการไต่สวนเรื่องการหลบหนีภาษีคดีนี้ได้ไต่สวนโดยไม่มีการออกหมายเรียกขาดเหตุผลในการอ้าง เพราะกฎหมายมุ่งประสงค์ให้ทำการไต่สวนให้เกิดความเป็นธรรมถูกต้อง ก่อนประเมินว่าภาษีเท่าใด มีการหลบหนีหรือไม่ แต่อัยการไปอ้างเรื่องยังไม่ออกหมายเรียก 6.ป.ป.ช.เคยมีดุลพินิจแจ้งให้อัยการยื่นฎีกาคดีนี้ แต่อัยการก็เพิกเฉยไม่ใส่ใจต้องการหาเหตุผลมาสั่งไม่ฎีกาอย่างเดียว ซึ่งหลังจากได้ยื่นเรื่องให้ป.ป.ช.แล้ว หาก ป.ป.ช.เห็นว่า เรื่องมีมูลก็จะตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นสอบสวนต่อ และตนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือทุกอย่าง