วงเสวนา"ทางออกประเทศไทย" แนะประชาชน-สื่อปฏิรูปการเมือง
ดูเหมือนว่าความขัดแย้งของสังคมไทยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะยังไม่มีทางออกที่ชัดเจนมากนัก ถึงแม้รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" จัดตั้งสภาปฏิรูปการเมือง โดยมอบหมายให้"นายบรรหาร ศิลปอาชา" อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นหัวขบวนเดินสายเทียบทาบทามกลุ่มที่มีบทบาททางการเมือง และ องค์กรต่างๆ เข้าร่วมขจัดความขัดแย้ง แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าใดนัก เพราะหลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลไม่ค่อยจริงใจต่อการแก้ปัญหา
หรือแม้กระทั่งนักวิชาการบางส่วนยังมองว่า ถ้ารัฐบาลเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาความขัดแย้งจะไม่ประสบความสำเร็จ ต้องปล่อยให้องค์กรต่างๆดำเนินการ และ ต้องปล่อยให้องค์กรที่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้ทำงานอย่างเป็นอิสระ รัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงไม่ได้
ล่าสุดสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนาเนื่องในโอกาสก่อตั้งครบรอบ 12 ปี และก้าวเข้าสู่ปีที่ 13 วานนี้ (28 ก.ย.) เรื่อง "ทางออกประเทศไทย" โดยเชิญ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา และ นายเทพชัย หย่อง กรรมการบริหารเครือเนชั่น เป็นคณะวิทยากรร่วมเสวนา
นายอุทัย กล่าวถึงความขัดแย้งในสังคมไทยว่า เวลานี้บ้านเมืองเราเดินไปสู่ทางตัน ถ้าไม่คิดเตรียมทางออกจะลำบากสำหรับอนาคต ซึ่งการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งให้ประชาชนหนักใจ จนสิ้นหวังกับนักการเมือง ถามใครก็เบื่อ แต่ตนยังมองการเมืองว่ายังโอเค ที่ผ่านมาเมื่อมีปัญหาในบ้านเมืองก็ไปพึ่งทหารยึดอำนาจ ไล่นักการเมืองออกไป หรือเรียกว่าปิดเทอม แต่ในที่สุดก็นำไปสู่โคม่าทุกเรื่อง จึงเห็นว่าถ้าบ้านเมืองจะเจอทางตันอะไร ก็ให้จบที่รัฐสภา จะเลวจะชั่วก็ 4 ปี จะทุ่มเก้าอี้อย่างไร ก็มาให้ประชาชนตัดสิน
การเมืองต้องแก้ที่ราษฎร เวลานี้กลับโทษแต่นักการเมือง ต้องมาดูว่าราษฎรก็ไม่เอาไหนทางการเมืองเช่นกัน เงินไม่มากาไม่เป็น ทั้งหมดจึงเป็นความจริง เพราะถ้าแก้ที่สภาแก้ยังไงก็แก้ไม่จบ ราษฎรเป็นอย่างไร ผู้แทนก็เป็นอย่างนั้น
"ทางออกจึงต้องสร้างราษฎรรุ่นใหม่ขึ้นตั้งแต่วันนี้ ทำ 5 ปีก่อน และบวกอีก 10 ปี จากนั้นคนรุ่นเก่าก็ตายไปหมดแล้ว ถ้าจะมาแก้รัฐธรรมนูญ เปลืองกระดาษเปลืองเวลามากกว่า และต้องอย่าปฏิวัติด้วยเพราะจะแก้ปัญหาไม่ได้" อดีตประธานรัฐสภา กล่าว
ด้าน นายจรัล กล่าวว่า ต้นเหตุคือการแตกสามัคคีในวงการเมือง จนมีการปลุกระดมประชาชนให้แบ่งฝักฝ่ายโดยไม่มีเหตุผลอะไร แต่เป็นการทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง และพรรคพวก ไม่ได้ทำเพื่อประเทศชาติ ที่ผ่านมาจึงเป็นข้อผิดพลาดที่ปล่อยให้มีพื้นที่ปลุกระดมมากว่า10ปี
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาระบบการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต ไม่เป็นธรรม ถ้าเราแก้ที่ประชาชนทั้งหมดจะยาก หรือจะแก้ระบบการเลือกตั้งทั้งหมดทุกระดับก็ยังไม่สุจริต ตราบใดยังมีการซื้อเสียง และมีการปล่อยให้ทุนกับการเมืองผสมพันธุ์กันจึงเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด เมื่อมีทุนและอำนาจอยู่ด้วยกัน จึงไม่มีทางแก้ตรงอื่น ทั้งหมดจึงเป็นเงื่อนไขของปัญหาโลกแตก
การที่ประชาชนขายเสียง ไม่ใช่เพราะว่าเขาจน แต่เป็นเรื่องระบบเปิดที่ผลักดัน ยกตัวอย่างประเทศอินเดียมีคนจนมากกว่าไทย แต่กลับไม่มีการขายเสียงจึงอยากจะโทษที่การกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ถ้ากระจายรายได้ให้เป็นธรรมจะช่วยลดช่องว่าง
ส่วนทางออกจะทำอย่างไรให้มีการเลือกตั้งสุจริตเป็นธรรม ให้เติบโตมาด้วยความรักใคร่ของประชาชน ให้เห็นผลงาน ซึ่งนักการเมืองแบบนี้ก็มีอยู่ แต่จะไม่ชนะการเลือกตั้ง เพราะแพ้อำนาจเงิน ถึงประชาชนรัก แต่ไม่เลือก คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จะทำเรื่องนี้ได้ ถ้าทำอย่างเต็มกำลังเพื่อสร้างระบบนี้ขึ้นมา ซึ่งคู่ต่อสู้จะเอากรรมการมาเป็นพวกตัวเอง จึงเป็นอันตรายของบ้านเมืองทำให้กรรมการถูกคุกคามจนทำให้เขาย่อถอย
"ต้องจำกัดพื้นที่นักเลือกตั้งให้แคบลง ต้องต่อยอดประชาธิปไตยแบบตัวแทน ต้องสกัดกั้นธุรกิจการเมืองผ่านสุนัขรับใช้ผ่านระบบพรรคการเมือง ต้องเสริมกำลังระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้แข็งแกร่ง เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน การทุจริตเชิงนโยบายซึ่งไม่ใช่มีในประเทศ แต่มีการผันไปทุนข้ามชาติระหว่างประเทศแล้ว"นายจรัล กล่าว
ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามทำการใช้จ่ายในประเทศ แต่ต้องเริ่มให้คนทำมาหากินและมีรายได้ ไม่ใช่เอาเงินไปแจก หรือการเพิ่มค่าแรงต้องให้ผลผลิตเพิ่มไปด้วย เรื่องรถคันแรกปี 2555 ก็มีการกระตุ้น พอปี 2556 รถขายไม่ออก จึงเป็นการเดินผิดทั้งหมด แต่เมื่อการบริโภคไม่ได้ผล ก็ใช้การใช้จ่ายภาครัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น เงินลงทุนน้ำ แต่ตนรู้สึกว่าเรื่องนี้มือไม่ถึงน้ำท่วมปลายปี 2554
แต่ขณะนี้ก็ยังไม่ลงมือแก้ หรือมีงบประมาณค้างท่ออยู่ พูดออกมาดีหมด แต่ไม่เห็นทำเท่าไหร่ ส่วนงบประมาณ 2 ล้านล้านบาทนั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลใช้วิธีกู้นอกงบประมาณ เพราะจะเสี่ยงผิดกฎหมาย ก็หวังว่ารัฐบาลจะเตรียมพร้อมไว้ถ้าผิดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่เตรียมตัว การชะลอตัวของเศรฐกิจจะอยู่อีกนาน
"การมาลงทุนในประเทศไทยตอนนี้ล้าสมัยแล้ว จึงต้องลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน แล้วป้อนกลับมาที่ประเทศไทยจึงเป็นการสร้างเครือข่ายทางการค้า หรือเรียกว่ายึดหัวหาด ซึ่งเป็นวิธีของเอกชนที่รัฐบาลไม่มอง ผมจึงห่วงว่าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลนี้ค่อนข้างจะอ่อน เห็นได้ชัดจากรถคันแรกตื้นมาก เพราะกระตุ้นแค่ปีเดียว แต่ตอนนี้เอกชนที่เก่งเท่านั้นที่เดินได้ รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจเท่านั้นจึงจะไปได้"ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวด้วยว่า ไม่เห็นทางออกอยู่เรื่องเดียวจากระบบเลือกตั้งเป็นการโหวต เป็นการนับจำนวนคนที่มีเสียง ไม่มีตัวแทนอาชีพ จึงเป็นระบบที่ลอกมาจากตะวันตก 100 %จึงทำให้พรรคการเมืองทุกพรรคต้องเอาใจประชาชน โดยจบที่ประชานิยม และใช้งบประมาณของรัฐ ซึ่งในยุโรปเป็นทั้งหมด ประเทศไทยก็เริ่มเป็นแบบนี้จากนโยบายจำนำข้าวแล้ว ตอนนี้ทุกพรรคก็คิดเหมือนกันหมดว่าจะเอาประชานิยมแบบไหนไปใช้ ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะเกิดปัญหาหนี้สาธารณะเช่นเดียวกับประเทศ กรีซ และอีกหลายประเทศก็เกือบตาย ทั้งหมดจึงเป็นทางออกที่ยังมองไม่เห็น
ด้าน นายเทพชัย กล่าวว่า ทางออกประเทศไทย เหมือนเรากำลังติดกับอะไรบางอย่าง 3-4 ปี เราเสียเวลาเรื่องการเถียงทางออก แต่ไม่ได้พูดถึงอนาคต จึงมีคำถามว่ากลไกที่มีอยู่นั้นไม่ทำงานหรือไม่ แต่กลับให้คนในสังคมมาหาทางออกร่วมกัน ส่วนการเชื่อว่าให้สภาเป็นทางออกนั้น ก็กลับไม่มองว่าจะคาดหวังสภาจะเป็นทางออกได้จริงหรือไม่ กลไกอื่นๆก็ตันไปหมด ประเทศไทยน่าจะติดอันดับประเทศที่จะทางออกมากที่สุด ซึ่งมีอดีตผู้นำประเทศต่างชาติมาที่ประเทศไทย แต่ก็ยังไม่เห็นว่ามีข้อเสนอใหม่ๆ มากกว่าที่ทราบกันมา
ส่วนบทบาทของสื่อนั้นมีบทบาทต้องหาทางออก ตนตื่นมาเปิดฟังไม่ว่าสีไหนรู้สึกว่าต้องฆ่าคน ปลุกระดมให้เกลียดชัง ซึ่งไม่เคยเห็นบทบาทของสื่อที่พัฒนามาถึงจุดนี้ ที่เข้ามาขยายความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และ คิดว่าทางออกสื่อทำได้ เพราะตอนนี้อยู่ในเรื่องหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะเรากำลังจะมีทีวีดิจิทัล 24 ช่อง ส่วนสื่อจะไปทางไหนก็จะมีทางออกให้สังคมไทย ถ้าเกิดในจำนวนที่มากขนาดนี้ในเชิงพาณิชย์ก็ต้องทำให้งานที่มีคุณภาพให้อยู่ได้ ซึ่งคนที่ทำสื่อคงไม่ทำให้รู้สึกว่าจะต้องเสนอเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
"จึงหวังว่าผู้ที่ประมูลได้ จะเข้าใจบทบาทตัวเองให้ใช้เป็นช่องทางเรียนรู้สถานการณ์อย่างเป็นการกลาง และจะดึงผู้ที่ดูช่องที่เลือกข้างทางการเมือง มาดูช่องที่มีเหตุมีผลมากขึ้น ก็จะเป็นทางเลือกให้คนในสังคมได้คิดอะไรได้มากขึ้น และมีความหวังว่าถ้าสื่อเป็นมืออาชีพจะเป็นทางออกให้สังคมได้ และทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล หรือตรวจสอบอำนาจอย่างจริงจัง " กรรมการบริหารเครือเนชั่น ระบุ
นายเทพชัย กล่าวด้วยว่า หวังว่าการจัดเวทีหาทางออกครั้งนี้ จะเป็นการจัดครั้งสุดท้าย แต่ตนคิดว่าอาจจะมีบางคนไม่อยากหาทางออก เพราะกำลังคิดว่าไม่เป็นวิกฤติ เนื่องจากยังทำให้อยู่ในอำนาจได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเพราะยังไม่มีใครคิดว่าน่าเป็นห่วง ตนจึงฝากความหวังไว้ที่สื่อ
ส่วนเรื่องการสร้างคนรุ่นใหม่ต้องสร้างกลไกให้คนตระหนักถึงอันตรายตั้งแต่สังคมในท้องถิ่น เมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อมีการทุจริตในระดับชาติก็ต้องรู้สึกว่าเกี่ยวข้องกันด้วย แต่ถ้าไม่สามารถสร้างระบบตั้งแต่เริ่มต้น โอกาสแก้ปัญหาปลายเหตุจะทำได้ยาก
"ที่คนมีอารมณ์รุนแรง เพราะขาดความรู้เท่าทันสื่อ ไม่มีภูมิคุ้มกัน เขาจะมีความเชื่อทุกอย่างที่สื่อบอกเขา"นายเทพชัย กล่าว





