ป.ป.ช.จับมือหอการค้าตปท.ถกมาตรการป้องกันการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ "ภักดี"แนะลดโกงต้องเปิดเผยวงเงินงบประมาณ-ราคากลาง
นายภักดีโพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า มาตรการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจ้างภาครัฐตามกฎหมายของป.ป.ช. คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2554 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 เม.ย.2554 เป็นมาตรการที่ต้องการแก้ปัญหาในการทุจริตในภาครัฐ โดยมีสาระสำคัญมี 2 ส่วน คือ 1 การสร้างความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพราะเป็นสาเหตุที่จะเกิดทุจริตในอดีต หากมีการดำเนินการตามระเบียบพัสดุก็จะต้องมีการเปิดเผยรายะเอียด และ2. การป้องกันมิให้มีการนำรายได้ที่เกิดจากการเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐเอาไปใช้ในทางที่ผิด เช่น นำไปใช้เป็นเงินสินบนหรือเอาไปให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดว่าหน่วยงานคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐจะต้องมีการแสดงบัญชีรายรับรายจ่ายของโครงการรายโครงการต่อกรมสรรพากร
นายภักดี กล่าวว่า ส่วนการเปิดเผยรายละเอียดในการจัดซื้อจัดจ้าง เบื้องต้นเน้นในเรื่องราคากลางและการคำนวณราคากลาง เพราะราคากลางในอดีตมีปัญหาหากรัฐไม่เปิดเผยราคากลางในโครงการลักษณะเดียวกันราคากลางอาจจะไม่เท่ากัน ซึ่งราคากลางที่มีส่วนเกินมาจะแบ่งเป็นส่วนแบ่ง สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างครอบคลุม 7 ประเภท คือ 1. งานก่อสร้าง 2.การจ้างควบคุมงาน 3.การจ้างออกแบบ 4.การจ้างที่ปรึกษา 5.การจ้างงานวิจัยหรือเงินสนับสนุนให้ทุนการวิจัย 6.การจ้างพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ 7.การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ใช่งานก่อสร้าง ซึ่งครอบคลุมทั้งหมดเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างการทุจริต ทั้งนี้ทั้งหมดจะมีการบังคับใช้กับสัญญาที่มีมูลค่าโครงการต่ำกว่า 1 แสนบาทไม่ต้องเปิดเผยราคากลาง
ส่วนสาระสำคัญของข้อมูลที่ต้องมีการเปิดเผย คือ วงเงินงบประมาณ ราคากลาง ซึ่งข้อดีของการเปิดเผยราคากลาง ยกตัวอย่างเช่น การซื้อนาฬิกาเรือนละหมื่นกว่าบาท ซึ่งหากมีการเปิดเผยราคาก็คงต้องมีการถกเถียงกัน เป็นต้น ที่มาของราคากลาง และรายชื่อผู้รับผิดชอบ “บทลงโทษตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2554 มาตรา 103/8 วรรคสอง กรณีข้าราชการจะมีความผิดทางวินัย หากเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งก็จะถูกถอดถอนได้หากไม่ปฏิบัติ” ส่วนที่ 2 การกำหนดให้หน่วยงานที่เป็นคู่สัญญาของรัฐต้องมีการเปิดเผยรายรับรายจ่ายต่อกรมสรรพากรอย่างแท้จริง โดยลักษณะของสัญญาที่เข้าข่ายที่คู่สัญญาจะต้องแสดงรายรับรายจ่ายมีดังนี้ 1.สัญญาจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ 2.สัญญาสัมปทาน 3.สัญญาให้ทุนสนับสนุนการวิจัย และ 4.สัญญาการรับทุนสนับสนุนขอหน่วยงานของรัฐเพื่อจัดกิจกรรมหรือ รณรงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยคู่สัญญาหลัก ๆ ได้แก่ บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ซึ่งรวมถึงกิจการร่วมค้า และประเภทที่ไม่ใช่นิติบุคคลที่แยกออกมาต่างหากแต่เป็นการรวมตัวกันเฉพาะกิจของนิติบุคคลหลายนิติบุคคลเพื่อมาเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ นิติบุคคลต่างประเทศ รวมถึงมูลนิธิและสมาคม
น.ส.สุภาปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลังกล่าวถึง มาตรการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และหลักเกณฑ์การแสดงบัญชีรายการรับจ่ายของโครงการที่บุคคลหรือนิติบุคคลเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ว่า จากงบประมาณจำนวนมากที่รัฐมีงบลงทุนราชการรวมปีละ 6-7 แสนล้านบาท ทั้งยังมีโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับกระทรวงการคลัง และป.ป.ช. ที่จะต้องควบคุมการทุจริต กับคนที่พยายามหาช่องทำให้เกิดความไม่โปร่งใส ทั้งนี้หลักกฎหมายของกระทรวงการคลังไม่มีข้อยกเว้นกรณีใด ๆ ในการแสดงราคากลาง ซึ่งต้องมีการแสดงราคากลางอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามในการใช้เงินของรัฐเป็นสิ่งที่ต้องคิดให้เสร็จว่าจะใช้ทำอะไร ให้ชัดเจน และต้องมีการประกาศผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งระบบนี้มีบทลงโทษที่แรง หากหน่วยงานใดฝ่าฝืนถือว่าผิด ถึงอย่างไรก็ดีวิธีการทำงานของกระทรวงการคลังเราให้ทุกหน่วยงานเข้าใจ และให้หน่วยงานรัฐปฎิบัติตามให้ถูกต้องในเรื่องราคากลาง





