"วราเทพ"เชื่อแจงศาลรัฐธรรมนูญเข้าใจ ปมพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี57 ตัดงบองค์กรอิสระได้
นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 มาตรา 27 ในส่วนของของสำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลปกครองและมาตรา 28 ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้พิจารณาว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 168 วรรคแปดและวรรคเก้า ว่าด้วยรัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการบริหารงานโดยอิสระ และหากเห็นว่าไม่เพียงพอ ให้สามารถเสนอคำขอแปรญัตติได้โดยตรงว่า ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงบประมาณ คณะกรรมการกฤษฎีกา และเลขาธิการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณารายจ่ายประจำปี 2557 มาดูคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญส่งมาให้ว่ามีผู้ไปยื่นคำร้องให้ไปชี้แจง โดยกำหนดให้ส่งเอกสารชี้แจงภายในวันที่ 1 ต.ค. และให้มีตัวแทนของประธานคณะกรรมาธิการฯ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจงในวันที่ 2 ต.ค.ซึ่งจะส่งคำร้องไปตามกำหนดเวลาและจะไปชี้แจงในวันที่ 2 ต.ค.ด้วย ส่วนประธานคณะกรรมาธิการฯ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะไปหารือหรือไม่นั้นต้องรอหารืออีกครั้งก่อนว่าจะไปด้วยตัวเองหรือจะมอบหมายให้ท่านอื่นไป
เขา กล่าวว่า มั่นใจว่าสิ่งที่มีผู้ไปร้องเป็นคำร้องที่เราสามารถจะอธิบายและชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญให้เข้าใจได้ว่าไม่ได้มีการปฏิบัติหรือกระทำการที่ขัดกับบทบัญญัตติของรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีการไปพูดว่ารัฐบาลหรือคณะกรรมาธิการไปปรับลด หรือตัดงบประมาณนั้น ต้องทำความเข้าใจว่าไม่ใช่เป็นการไปตัดลดงบประมาณ แต่มีเพียงตัดลดเพียงเล็กน้อย เพราะเท่าที่ตนตรวจสอบแล้วคือ ราคาต่อหน่วยของงบประมาณแต่ละรายการเหมือนปกติกับหน่วยราชการต่างๆ จำนวนไม่มาก
นายวราเทพ กล่าวว่า ส่วนที่บอกว่าตัดงบประมาณไป อาจจะพูดในกรณีที่มีการของบประมาณเพิ่มเติมมาแล้ว ไม่ได้รับการพิจารณาจัดสรรให้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ส่วนราชการหรือหน่วยงานต่างๆ รวมถึงองค์กรอิสระอื่นๆด้วย ที่บางครั้งเอกสารที่จะเพิ่มงบประมาณไปตามที่ขอทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเป็นไปตามเหตุผลซึ่งโดยหลักแล้วสำนักงบประมาณที่เป็นหน่วยงานที่พิจารณาเบื้องต้น ก็จะให้ความเห็นคณะกรรมาธิการ ดังนั้นก็คงต้องเรียนว่าเรื่องนี้เราทำด้วยวิธีปฏิบัติที่มีเหตุมีผลและเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามอยู่ที่ดุลพินิจของศาลว่าจะวินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไร





