วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลุ้นศาลรธน.ถกปมแก้รธน.ที่มาส.ว.

ลุ้นศาลรธน.ถกปมแก้รธน.ที่มาส.ว. ด้านปชป.หอบคลิปฉาว ส.ส.เสียบบัตรแทนกันร้อง ศาลรธน.วินิจฉัย ชี้ แก้รธน.ส่อโมฆะ เหตุขัดรธน.ม.126

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายราเมศ รัตนชเวง ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีที่กระทำขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กับพวกรวม 312 คน ได้กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติม (ฉบับที่) พ.ศ. .... ในประเด็นเกี่ยวกับที่มาของส.ว. เนื่องจากมีการวางตัวไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา และไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภา เนื่องจากมีการตัดสิทธิสมาชิกผู้สงวนคำแปรญัติเสียงข้างน้อย ไม่ให้อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 มาตรา 125 ประกอบมาตรา 137

นอกจากนี้ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยว่า การนับองค์ประชุมและการลงมติในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 ที่บัญญัติว่าส.ส. และ ส.ว. ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมาตรา 126 ที่บัญญัติว่าที่ประชุม ส.ส. ส.ว. และสมาชิกรัฐสภาต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะนับเป็นองค์ประชุม สมาชิกคนหนึ่งย่อมลงคะแนนได้เสียงหนึ่ง ดังนั้นการกดบัตรแทนกันทำให้เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญถูกละเมิดหรือไม่ เนื่องจากพบว่ามีคลิปวิดีโอที่ปรากฏว่ามี ส.ส.พรรคการเมืองหนึ่ง ใช้บัตรประจำตัวสมาชิกของผู้อื่นแสดงตนและทำการเสียบบัตรแทนกัน ในระหว่างการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ในมาตรา 9 เมื่อวันที่ 10 ก.ย. เวลา 17.33 น. และลงมติในมาตรา 10 วันที่ 11 ก.ย. เวลา 11.43 น. ที่ผ่านมา ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ และอาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นโมฆะ หรือไม่

โดยนายพีระพันธุ์ กล่าวว่า คลิปและหลักฐานดังกล่าวสามารถ ยืนยันได้ว่ามีการเสียบบัตรแทนกันเพื่อลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในการประชุมสภาช่วงที่ผ่านมา จนทำให้สามารถผ่านในวาระ 2 ได้ ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยวิธีซึ่งไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ และถือเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และขอให้ศาลมีคำสั่งไต่ส่วนเพื่อพิจารณากำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวด้วย เพื่อให้ทันก่อนที่ที่ประชุมสภาจะลงมติในวาระ 3 ในวันที่ 27 ก.ย.นี้

ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.บรรจบ สุดใจ ประธานชมรมผู้พิทักษ์กฎหมายและความยุติธรรม ก็เข้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยยกคำร้องที่พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหากับพวก และน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.กับพวก ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาส.ว. และยุบ 6 พรรคร่วมรัฐบาล โดยนายพ.ต.อ. บรรจบ เห็นว่า การยื่นคำร้องของ 2 กลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่มีบทกฎหมายใดรองรับให้กระทำได้ อีกทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว. เป็นการกระทำโดยสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติอยู่แล้ว และเป็นการแก้ไขเพียงให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งไม่ได้เป็นการแก้ไขรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขให้กลายเป็นรูปแบบอื่น ที่จะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 รวมถึงร่างกฎหมายที่ส.ส.และส.ว.จะสามารถเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้เฉพาะ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหกเท่านั้น ดังนั้นเมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย หรือกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวสั่งระงับการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 แต่อย่างใด เพราะจะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา ซึ่งไม่มีกฎหมายใดรองรับให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญกระทำได้ จึงควรยกคำร้องเสีย

อย่างไรก็ตามในวันนี้ (24 ก.ย.) คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการประชุมตามปกติ โดยมีรายงานว่าจะมีการพิจารณาคำร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของส.ว.ที่มีการยื่นให้ศาลพิจารณาในก่อนหน้านี้ รวมทั้งเรื่องคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์