วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่งเด้ง'ถวิล'

ตุลาการผู้แถลงคดีศาลปกครองสูงสุด เสนอเพิกถอนคำสั่งเด้ง "ถวิล เปลี่ยนศรี"พ้นเลขาฯ สมช.

นายชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดและเจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะ นั่งพิจารณาคดีครั้งแรก คดีหมายเลขดำ อ.992/2556 ที่นายถวิล เปลี่ยนศรี อายุ 59 ปี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ และอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เรื่องกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรมจากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 152/2554 ลงวันที่ 7 ก.ย. 54 ซึ่งนายถวิล เห็นว่า การโยกย้ายนั้นเพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รับตำแหน่งใน สมช.แทน เพื่อผลักดันให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับรัฐบาล ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. คำสั่งโยกย้ายนายถวิล จึงไม่ใช่เพื่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งโยกย้ายดังกล่าว และสั่งให้นายถวิล กลับไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย. 54

โดยคดีนี้ศาลปกครองชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา ให้เพิกถอนคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 152/2554 ที่ให้นายถวิล อดีตเลขาธิการสมช.ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 30 ก.ย. 54 ที่ให้นายถวิลพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสมช. โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่คำสั่งและประกาศดังกล่าวมีผลบังคับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม(ก.พ.ค.) ที่ยกคำร้องทุกข์ของนายถวิล และศาลยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาด้วยว่า เมื่อศาลให้เพิกถอนคำสั่งการโยกย้ายโดยให้มีผลย้อนหลังแล้ว ย่อมมีผลทางกฎหมายว่า นายถวิล ไม่ได้พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสมช. ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการให้นายถวิล สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการสมช. สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยเร็ว

ขณะที่ในวันนี้ นายถวิล เดินทางมาที่ศาลซึ่งได้แถลงต่อศาลว่าไม่ติดใจที่จะแถลงด้วยวาจาหรือติดใจยื่นเอกสารอื่นเพิ่มเติม ส่วนนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มอบอำนาจให้นายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการ ก.พ. แถลงด้วยวาจาเพิ่มเติมต่อศาลสรุปว่า ยืนยันว่าการโยกย้ายดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามระเบียบ ก.พ. ทุกประการ ซึ่งการโอนย้ายข้าราชการนั้นนายกรัฐมนตรีสามารถทำได้ หากมีการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯและตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ก็มีเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และสวัสดิการต่างๆเท่าเดิม ไม่ได้เป็นการใช้อำนาจในการโยกย้ายอันจะก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารงานแต่อย่างใด

ภายหลังฝ่ายผู้ถูกฟ้องที่ 1 แถลงด้วยวาจาต่อองค์คณะแล้ว ต่อมานายอาจินต์ ฟักทองพรรณ ตุลาการผู้แถลงคดี ได้สรุปความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ต่อองค์คณะว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่ให้ผู้ฟ้องพ้นจากตำแหน่งเลขาฯสมช. ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตำแหน่งเลขาฯสมช. เป็นตำแหน่งเสนาธิการ เทียบเท่ากับอธิบดีกรม ซึ่งผู้ถูกฟ้องที่1 ในฐานะนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหนังสือลงวันที่ 4 ก.ย.54 ถึง น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งเห็นควรให้ความเห็นชอบและยินยอมการรับโอนนายถวิล รวมถึงให้ทาบทามขอรับความเห็นชอบและยินยอมจาก พล.ต.อ.โกวิท ที่กำกับดูแล สมช. ซึ่งแม้ผู้มีอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายได้รับความยินยอมและเป็นการรีบเร่งดำเนินการ แต่ก็เป็นไปตามมาตรา 57 (2) ของระเบียน ก.พ. จึงเชื่อได้ว่าเป็นการประสานงานตามลำดับชั้นไม่ผิดขั้นตอนตามกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องที่ 1 ประเด็นนี้รับฟังได้

ส่วนผู้ถูกฟ้องที่ 1ใช้ดุลยพินิจชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ตำแหน่งเลขาฯสมช. และที่ปรึกษานายกฯ จะได้รับเงินเดือน สิทธิประโยชน์ต่างๆ เท่ากัน แต่เมื่อพิจารณาถึงบทบาท ตำแหน่งเลขาฯสมช. เป็นตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่สูงกว่า และศักดิ์ศรีสูงกว่า ซึ่งตำแหน่งที่ปรึกษาเพียงแต่เสนอความเห็นเท่านั้น หากการโยกย้ายดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ การใช้ดุลยพินิจต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ โดยผู้ถูกฟ้องที่ 1 แถลงต่อรัฐสภาว่านโยบายความมั่นคงเป็นนโยบายเร่งด่วน จำเป็นต้องมีคนเก่งที่มีคุณสมบัติเหมาะสมโอนย้ายจากฝ่ายปฏิบัติการมายังฝ่ายเสนาธิการ ซึ่งตำแหน่งเลขาฯสมช.เป็นเสนาธิการระดับกรม ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ให้ย้ายผู้ฟ้องไปตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ จึงเห็นควรที่จะให้ผู้ฟ้องเห็นชอบด้วย และตาม พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.2502 กำหนดบทบาทหน้าที่ในตำแหน่งนี้กว้างกว่า โดยเป็นสมาชิกในสภา คมช. มีอำนาจในการออกเสียง 1 เสียง ในข้อเสนอแนะต่างๆ การกำหนดนโยบายและการเสนอแผนงาน ดังนั้นตำแหน่งเลขาฯสมช. จึงมีอำนาจหน้าที่มากกว่าตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ การโอนย้ายผู้ฟ้องจึงเป็นการขัดแย้งกับอำนาจหน้าที่ อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องที่ 1 ประเด็นนี้จึงรับฟังไม่ได้ว่าใช้ดุลยพินิจโดยชอบ

ส่วนการโยกย้ายผู้ฟ้องไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ เพื่อให้ พล.ต.อ.วิเชียร อดีต ผบ.ตร. มาเป็น เลขาฯสมช. และเพื่อให้ตำแหน่ง ผบ.ตร. ว่างลงนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พล.ต.อ.วิเชียร เคยให้สัมภาษณ์ว่าถูกบีบให้พ้นจากตำแหน่ง ผบ.ตร. และพร้อมรับตำแหน่งใหม่ แต่ขอให้มีเกียรติศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ต่อมาจึงปรากฏว่ามีการโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร ไปดำรงตำแหน่ง เลขาฯสมช. และมีการเสนอให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ที่ว่างลงแทน การโยกย้ายผู้ฟ้องจึงเป็นการกระทำเพื่อให้ตำแหน่ง ผบ.ตร.ว่างลง ดังนั้นจึงควรขอความเห็นและความยินยอมจากผู้ฟ้องก่อน อีกทั้งไม่ใช่เป็นการย้ายตามปกติในการดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี หรือว่าผู้ฟ้องปฏิบัติหน้าที่ไม่ดี เห็นว่าการย้ายผู้ฟ้องไปเป็นที่ปรึกษานายกฯนั้น จึงถือว่าเป็นการทำให้ตำแหน่งเลขาฯสมช.ว่างลง โดยเจตนาที่แท้จริง ไม่ใช่เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และไม่คำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ ในการจัดระเบียบราชการพลเรือน จึงเป็นการโยกย้ายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรี ตุลาการผู้แถลงคดีเห็นพ้องด้วยบางส่วน

โดยตุลาการผู้แถลงคดี เห็นควรว่า ควรพิพากษาแก้ ให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 30 ก.ย. 54 ที่ให้ผู้ฟ้องพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสมช.เพียงเท่านั้น โดยให้ผลตั้งแต่วันที่ออกประกาศ