พลิกรัฐธรรมนูญเทียบข้ออ้าง "บีอาร์เอ็น" "ชัวร์"หรือ"มั่วนิ่ม ใครคือผู้ชี้ขาด?
เอกสารภาษาอังกฤษความยาว 38 หน้าของ "บีอาร์เอ็น" ที่มีเนื้อหาอธิบายข้อเรียกร้อง 5 ข้อที่ส่งถึงตัวแทนรัฐบาลไทยเมื่อไม่นานมานี้ และ "กรุงเทพธุรกิจ" ได้ถอดความเป็นภาษาไทยแบบคำต่อคำ นำเสนอเมื่อฉบับวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น
แม้บีอาร์เอ็นอ้างว่าข้อเรียกร้องทุกข้ออยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ถึงขนาดนำตัวเลขมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญมาอ้างอิงไว้ด้วย ทว่าเมื่อไปพลิกดูเนื้อหาที่เป็นบทบัญญัติจริงในรัฐธรรมนูญแล้ว กลับกลายเป็นคำถามว่าข้อเรียกร้องแต่ละข้อสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่
"กรุงเทพธุรกิจ" สรุปเนื้อหาในรัฐธรรมนูญมาตราต่างๆ ที่บีอาร์เอ็นกล่าวอ้างมานำเสนอ เพื่อให้สังคมช่วยกันใช้วิจารณญาณ
ข้อ 1 การพูดคุยสันติภาพนี้เป็นการพูดคุยระหว่างตัวแทนของนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพปาตานีซึ่งนำโดยบีอาร์เอ็น กับราชอาณาจักรไทย โดยมีเหตุผลสำคัญเพราะบีอาร์เอ็นคือ "องค์กรปลดปล่อย" เป็นตัวแทนของประชาชาติปาตานีมาเลย์
ข้อเรียกร้องนี้อ้างว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 32, 33, 45, 46, 63, 64 และ 65
เมื่อพลิกดูเนื้อหาในรัฐธรรมนูญพบว่า มาตรา 32 กับ 33 อยู่ในหมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ส่วนที่ 3 ว่าด้วย "สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล" โดยมาตรา 32 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ขณะที่มาตรา 33 รับรองเสรีภาพในเคหสถานของบุคคล
สำหรับมาตรา 45 กับ 46 อยู่ในหมวดเดียวกัน แต่เป็นส่วนที่ 7 ว่าด้วย "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน" รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นของบุคคล นอกจากนั้นเป็นบทบัญญัติรับรองเสรีภาพของสื่อมวลชน เช่น ห้ามปิดหนังสือพิมพ์ เป็นต้น
ส่วนอีก 3 มาตรา คือ 63-65 อยู่ในส่วนที่ 11 ว่าด้วยเสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม รับรองเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ, เสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง และเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน องค์การพัฒนาเอกชน หรือหมู่คณะอื่น
ข้อ 2 กับข้อ 3 บีอาร์เอ็นเห็นชอบให้แต่งตั้งรัฐบาลมาเลเซียเป็นคนกลางซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงในกระบวนการพูดคุยสันติภาพ และ กระบวนการพูดคุยต้องมีพยานจากผู้แทนประเทศในอาเซียน โอไอซี และเอ็นจีโอ ซึ่งได้รับการอนุมัติจากทั้งสองฝ่าย ทั้งสองข้อนี้อ้างว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตราเดียวกัน คือ มาตรา 82 ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ว่าด้วยแนวนโยบายด้านการต่างประเทศ
แต่เมื่อเปิดดูจะพบว่า มาตรา 82 ระบุให้รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศ และพึงถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตลอดจนต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้งตามพันธกรณีที่ได้กระทำไว้กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ
ข้อ 4 รัฐบาลไทยควรยอมรับการมีอยู่และอำนาจสูงสุดทางการปกครองของประชาชาติปาตานีมาเลย์บนแผ่นดินปาตานี ซึ่งเป็นข้อที่กล่าวถึง "เขตปกครองพิเศษภายใต้รัฐธรรมนูญ" และ "สิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง" (The right for self determination)
ข้อเรียกร้องนี้อ้างว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 26, 30, 32, 33, 39, 40, 66 และ 78 (1) (2) (3)
พลิกดูมาตรา 26 อยู่ในหมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ระบุว่าการใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ขณะที่มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ห้ามการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา ความเชื่อทางศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง ฯลฯ
สำหรับมาตรา 39 กับ 40 ว่าด้วยสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งระบุไว้กว้างๆ เช่น บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี มาตราที่น่าจะเกี่ยวกับข้อเรียกร้องเรื่อง "เขตปกครองพิเศษ" คือ มาตรา 66 กับ 78 โดยมาตรา 66 เป็นเรื่องสิทธิชุมชน รับรองสิทธิให้บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน
ขณะที่มาตรา 78 เป็นเรื่องแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (2) สนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัดเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ และ (3) กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง...รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น
ข้อ 5 บีอาร์เอ็นต้องการให้รัฐบาลไทยปลดปล่อยผู้ถูกคุมขังทุกคนที่ถูกคุมขังโดยเจ้าหน้าที่ไทยเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง และลบล้างหมายจับทั้งหมดของนักสู้ปาตานี
ข้อเรียกร้องนี้อ้างว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 32, 33, 39, 40 และ 81 โดยมาตราที่ไม่ได้อ้างในข้อเรียกร้องอื่น คือ มาตรา 81 ว่าด้วยนโยบายของรัฐด้านกฎหมายและการยุติธรรม ใน (2) ระบุให้รัฐคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและโดยบุคคลอื่น และต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน
ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาโดยสรุปของรัฐธรรมนูญมาตราต่างๆ ที่บีอาร์เอ็นกล่าวอ้าง ซึ่งพบว่าบางมาตราเป็นเพียงหลักการรับรองสิทธิและเสรีภาพโดยทั่วไปเท่านั้น คำถามก็คือบทบัญญัติลักษณะนี้สามารถนำมาตีความรับรองข้อเรียกร้องทางการเมืองของบีอาร์เอ็นได้หรือไม่
และใครคือผู้ชี้ขาด?





