โฆษกเศรษฐกิจยันร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ บอกนายกฯ ไม่จำเป็นต้องชี้แจง เพราะเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการ
นายวิม รุ่งวัฒนะจินดา เลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกด้านเศรษฐกิจ แถลงยืนยันการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ที่มีข้อสังเกตว่าร่างพ.ร.บ.กู้เงิน ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มีขั้นตอนเตรียมการร่างกฎหมายชัดเจน และนำเข้าสู่การพิจารณา ตรวจสอบรายละเอียดในชั้นกรรมาธิการอย่างชัดเจน ซึ่งในขั้นตอนการแปรญัตติสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารถอภิปรายในรายละเอียดได้ ซึ่งฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลยืนยันว่า การขอใช้เงินดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ส่วนข้อสังเกตของหลายฝ่ายระบุว่าร่างพ.ร.บ.กู้เงินไม่มีการกำหนดโครงสร้างที่จะใช้เงิน และบางส่วนโจมตีว่ารัฐบาลกระทำการทุจริตเชิงนโยบาย มีการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ตนชี้แจงว่าร่างพ.ร.บ.กู้เงินนั้น เป็นการขออนุมัติกรอบวงเงินในการดำเนินการ เมื่อสภาฯผ่านความเห็นชอบแล้ว จะต้องตั้งงบประมาณในร่างรายละเอียดของแต่ละโครงการที่จะขอใช้เงินว่าเงินจะถูกนำไปใช้เรื่องใดบ้าง โดยมีระยะเวลาดำเนินการใช้เงินคือ 7 ปี ไม่ใช่การนำไปใช้เพียงปีเดียว สำหรับข้อสังเกตว่าหากไม่สามารถดำเนินการในโครงการใดโครงการหนึ่งได้ แล้วงบประมาณที่เบิกจ่ายไปก่อนนั้นจะทำให้เกิดปัญหาการทุจริต รัฐบาลยืนยันว่าหากโครงการใดที่ไม่ได้ดำเนินการเงินงบประมาณจะไม่ถูกเบิกจ่ายแน่อน
เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีจะชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯหรือไม่ นายวิม กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปรับฟังข้อมูลที่สภาฯเท่านั้น ส่วนการชี้แจงรายละเอียดเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการ เพราะการอภิปรายอยู่ในกรรมาธิการแล้ว ไม่ใช่หน้าที่ของนายกรัฐมนตรี
ด้านนายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะตามธรรมเนียมปฎิบัตินั้นได้มีการตรากฎหมายให้อำนาจรัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินได้นอกเหนือจากพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี อีกทั้งร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ไม่ใช้การใช้เงินแผ่นดินแต่เป็นการกู้เงินมาใช้ และการเบิกจ่ายเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนั้น จะทยอยดำเนินการในแต่ละโครงการตามลำดับขั้นตอน มีการศึกษาข้อกฎหมาย และต้องผ่านสำนักงบประมาณ ก่อนที่จะเสนอครม.พิจารณา อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เคยมีการดำเนินการกู้เงินลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ดังนั้นรัฐบาลจึงชอบธรรมที่จะเสนอกฎหมายกู้เงินดังกล่าว





