ศาลปกครองสูงสุดสั่งรับฟ้อง"พล.ต.ท.สุชาติ"อดีต ผบช.ภ.4 ฟ้อง"สตช.-ผบ.ตร."ทำละเมิดไม่คืนเงินเดือน เงินตำแหน่ง สิทธิประโยชน์
ศาลอ่านคำสั่ง ศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขดำ 825/2555 ที่ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.ภ.4 ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นผู้ถูกฟ้อง เรื่องกระทำละเมิด และละเลยต่อหน้าที่ กรณีไม่ยอมสั่งการให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง คืนสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับตามกฎหมาย ให้แก่ พล.ต.ท.สุชาติ ผู้ฟ้อง รวมถึงเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และสิทธิประโยชน์อื่นที่ได้รับตามกฎหมายนับตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. 52 - 31 ต.ค. 54 หลังจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจแห่งชาติ (ก.ตร.) มีคำสั่งให้ยกโทษ พล.ต.ท.สุชาติ โดยให้ สตช. รับ พล.ต.ท.สุชาติกลับเข้ารับราชการ ตามที่ ก.ตร. มีมติว่า ขณะ พล.ต.ท.สุชาติ ดำรงตำแหน่ง ผบช.น สั่งสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51ไม่ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูล ซึ่งคดีนี้ศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่งไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจาก ไม่ได้ยื่นฟ้องคดีภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ต่อมา พล.ต.ท. สุชาติ ยื่นอุทธรณ์
โดยศาลปกครองสูดสุด พิเคราะห์คำฟ้อง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า ผู้ฟ้องระบุว่า สตช.ทำละเมิด ซึ่งตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 51กำหนดให้ต้องยื่นฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังจาก ก.ตร. มีมติเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 52 ยกโทษให้กับ พล.ต.ท.สุชาติ ผู้ฟ้องแล้ว และสั่งให้ สตช.รับกลับเข้ารับราชการ แต่ พล.ต.ท.สุชาติ จะเกษียณอายุราชการ เนื่องจากอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 30 ก.ย.54 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางซึ่งเป็นต้นสังกัด ที่จ่ายเงินบำนาญ มีหนังสือลงวันที่ 9 ก.พ. 55 แจ้งต่อ พล.ต.ท.สุชาติว่า กรณีผลการดำเนินการทางวินัยยังไม่สิ้นสุด หากประสงค์ขอรับเงินบำนาญไปก่อน จะต้องแจ้งให้ส่วนราชการผู้เบิกทำคำขอเบิกตามแบบฟอร์ม ส่งกรมบัญชีกลาง เพื่อประกอบการเบิกจ่ายเงินบำนาญต่อไป ซึ่ง พล.ต.ท.สุชาติได้มีหนังสือถึง ผบ.ตร.ขอให้ปฏิบัติตามมติของ ก.ตร. พร้อมตรวจสอบสิทธิประโยชน์และดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงถือได้ว่า พล.ต.ท.สุชาติ รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดีในวันที่ 9 ก.พ.55 ดังนั้นที่ พล.ต.ท.สุชาติ นำคดีนี้ยื่นฟ้องในวันที่ 25 พ.ค. จึงเป็นการฟ้องในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ตามที่กฎหมายกำหนด ศาลปกครองสูงสุด จึงมีคำสั่งกลับศาลปกครองชั้นต้นให้รับคำฟ้องดังกล่าวไว้พิจารณา
ส่วนที่ พล.ต.ท.สุชาติ ยื่นฟ้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสอง ดำเนินการให้ตนได้กลับเข้ารับราชการ ตามมติ ก.ตร. ครั้งที่ 17/2552 ลงวันที่ 30 ธ.ค.52 รวมทั้งให้ศาลสั่งเพิกถอนมติ ก.ตร.ที่ 542/2552 ลงวันที่ 30 ต.ค. 52 ที่สั่งลงโทษปลดออกจากราชการนั้น
ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ต้องยื่นฟ้องคดีภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือนับแต่วันที่พ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันที่ผู้ฟ้องมีหนังสือร้องขอ ต่อหน่วยงานทางปกครองเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นับแต่วันที่ 5 พ.ย. 53 ที่ พล.ต.ท.สุชาติ มีหนังสือ ถึงผบ.ตร.ขอให้ปฏิบัติตามมติ ก.ตร. แล้วไม่ได้รับการชี้แจง ก็คือวันที่ 2 ก.พ. 54 โดย พล.ต.ท.สุชาตินำประเด็นนี้ฟ้องต่อศาลในวันที่ 25 พ.ค. 55 จึงเป็นการฟ้องเกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้ ศาลปกครองสูงสุดจึงมีความเห็นยืนตามศาลปกครองกลาง สั่งไม่รับคำฟ้องในประเด็นกล่าวหาผู้ถูกฟ้องละเลยต่อหน้าที่





