"อภิสิทธิ์"ตอบ"บรรหาร"มือประสานสิบทิศ หาทางออกประเทศ "สภาปฏิรูป"ไม่ตอบโจทย์ประเทศ
นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะประธานขับเคลื่อนเวทีปฏิรูปการเมือง ตามแนวคิดของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และนายนิกร จำนง แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เดินทางมายังพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เมื่อเวลา 14.20 น. วานนี้ (16 ก.ย.) เพื่อเชิญพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมือง โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และ นายวุฒินันท์ สภาวสุ เลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ร่วมให้การต้อนรับ
จากนั้นได้เข้าร่วมหารือกันที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารมูลนิธิควง อภัยวงศ์ โดยไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าฟัง เพียงแต่ให้ถ่ายภาพในช่วงแรก โดยการหารือกันใช้เวลา 1 ชั่วโมง
นายบรรหาร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือ ว่า ได้มาเชิญนายอภิสิทธิ์ ให้เข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมือง เพราะการปฏิรูปต้องมีหลายฝ่ายเข้าให้ความเห็นว่ามีจุดยืนอย่างไรบ้าง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ก็มีเหตุผล เช่น การอยากให้รัฐบาลหยุดกฎหมายนิรโทษกรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน ถ้าหยุดได้ก็ให้มาพูดคุยกันเรื่องปฏิรูปการเมือง ซึ่งในกฎหมายนิรโทษกรรม มาตรา 3 เกี่ยวกับผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้
"นายอภิสิทธิ์ ให้ข้อคิดหลายอย่าง ผมก็รับจะไปหารือว่ามีอะไรบ้าง เพื่อแก้ไขให้มาตรา 3 ถูกต้องชัดเจนมากขึ้น เพราะสามารถแปรญัตติได้ โดยทำความเข้าใจกับเสียงข้างมากว่าจะแก้ไขอย่างไร แต่จะให้ฝ่ายรัฐบาลถอนกฎหมายนิรโทษกรรมออกจากสภานั้นคงลำบาก ซึ่งท่าทีของ นายอภิสิทธิ์ ไม่ปฏิเสธหรือตอบรับ แต่ในอนาคตก็คงได้มาเชิญอีกครั้งหนึ่ง"
นายบรรหาร กล่าวว่า หลังจากนี้จะไปหารือกับรัฐบาลถึงกฎหมายนิรโทษกรรม มาตรา 3 ส่วนปัญหาความขัดแย้งในขณะนี้ เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกัน ส่วนที่มีการมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำผิดกฎหมายนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ บอกแล้วว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วจะให้ว่าอย่างไร ขนาดกรรมการบริหารพรรคชาติไทยยังถูกเว้นวรรค 5 ปี
ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้กระบวนการเดินสายพบบุคคลต่างๆ เพื่อเชิญเข้าร่วมเวทีปฏิรูปการเมืองคืบหน้าประมาณ 60% ส่วนที่เหลืออยู่คือ การพบบุคคลต่างๆ อาทิ นายคณิต ณ นคร อดีตประธานคอป. และ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่ปรึกษาคณะเสนาธิการร่วมฯ และจะเข้าพบนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ 19 ก.ย. นี้ ในฐานะเพื่อนกัน นายชวนไม่ใช่เสือ
ทั้งนี้จะนำข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับการถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกจากสภา ไปเสนอให้คณะทำงานประสานงานของรัฐบาล แต่จะไม่เสนอต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมโดยตรง
ส่วนที่กลุ่มภาคประชาชนตั้งสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทยขึ้นมานั้น เป็นเรื่องที่ดี แต่ตนคงไม่ไปประสานพูดคุย ปล่อยให้เป็นเรื่องของคณะทำงาน
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ได้บอกกับนายบรรหาร ชัดเจนว่าที่ไม่เข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมือง มีเหตุผลหลายเรื่อง เช่น กฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งรายละเอียดและข้อคิดต่างๆ ได้จัดทำเป็นเอกสารมอบให้นายบรรหารไปแล้ว ยืนยันว่า กลไกนี้ยังไม่ตอบโจทย์ประเทศ และเห็นว่า ภาพรวมขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณอะไรจากรัฐบาลว่า มีความจริงใจที่จะพูดคุยปัญหาที่แท้จริง ซึ่งได้เรียนกับนายบรรหารว่า นายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่าเรื่องนิรโทษกรรมต้องให้เป็นเรื่องของสภาฯ ถ้าอย่างนั้นปัญหาก็แก้ยาก เพราะไม่รู้จะพูดอย่างไรได้ แม้นายบรรหาร จะรับอาสาไปสื่อสารให้ก็ตาม เพราะว่านายกฯ ตีกรอบแล้วเรื่องนี้ต้องปล่อยให้สภา จึงเป็นเรื่องยาก
"การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่า ปลายทางคือการรื้อรัฐธรรมนูญ ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นความขัดแย้ง ผมจึงบอกว่าถ้าเข้าร่วมด้วยคงพูดอะไรยาก จึงไม่เข้าร่วมด้วย แต่ถ้ากระบวนการนี้ไปสู่สิ่งดีๆ เช่น เสนอการปฏิรูปซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคม ก็ไม่ต้องกังวลพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถ้ามีเรื่องดีๆ ก็พร้อมสนับสนุน และหากพรุ่งนี้ มะรืนนี้ รัฐบาลหยุดเรื่องนิรโทษกรรม แก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน ก็เป็นไปได้ที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมด้วย" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เปิดจ.ม.น้อย "อภิสิทธิ์" ถึง "บรรหาร"
สำหรับจดหมายที่นายอภิสิทธิ์ มอบให้นายบรรหาร มีชื่อว่า “สภาปฏิรูปของรัฐบาลไม่ตอบโจทย์ประเทศ” โดยมีข้อความตอนหนึ่ง ระบุว่า
การตอบโจทย์ปฏิรูปต้องอาศัยพลังจากสามฝ่าย คือ ภาคประชาชน ภาควิชาการ และ ภาคการเมือง ซึ่งภาคประชาชน และภาควิชาการมีความพร้อมแล้ว ปัญหาจึงอยู่ที่ภาคการเมืองว่า มีเจตนารมณ์ที่จะปฏิรูปหรือไม่
วันนี้ระบบการเมืองไม่ได้เป็นอุปสรรค ถ้ารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่เพิ่มความพร้อมให้กับประเทศ ไปต่อสู้ในเวทีโลก เราปฏิรูปโครงสร้างอำนาจไม่ได้ถ้ารัฐบาลไม่มีความจริงใจ ถ้ารัฐบาลอยากรวบอำนาจ อยากสร้างรัฐตำรวจ อยากครอบงำสื่อเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เปลี่ยนรัฐมนตรีเป็นว่าเล่น มีผลประโยชน์ร่วมกับต่างประเทศ อยากให้ประชาชนพึ่งประชานิยม และไม่เปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรม
สภาปฏิรูปของรัฐบาลจึงไม่ใช่การตอบโจทย์การปฏิรูป และไม่ตอบโจทย์ปรองดอง ซึ่งปมความขัดแย้งที่เหลืออยู่ มี 2 เรื่องหลัก คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการออกกฎหมายล้างผิด ถ้ารัฐบาลนี้ไม่ทำ 2 เรื่องนี้ และให้หลักประกันว่าทุกคนเคลื่อนไหว ใช้สิทธิทางการเมืองกันได้อย่างเสรี ไม่มีการไปคุกคามซึ่งกันและกัน หยุดแบ่งแยกประชาชน สังคมก็จะปรองดองได้ การปฏิรูปและการปรองดอง ไม่อาจใช้เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยได้ แต่เกิดขึ้นจากการแสวงหาจุดร่วม บนหลักการที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ปฏิบัติได้ แล้วเดินไปด้วยกัน
"ผมจึงไม่อาจเข้าร่วมกับสภาปฏิรูปของรัฐบาล แต่ผมเชื่อมั่นว่าการปฏิรูปและการปรองดองจะต้องเกิดขึ้นในประเทศไทยบนหลักการของความถูกต้อง ขอให้ทุกฝ่ายต่างมีพื้นที่ทางการเมืองในการแสดงความคิด ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ทบทวนวัฒนธรรมทางการเมือง พฤติกรรมทางการเมืองในสังคมไทย ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อสนับสนุนให้การเมืองเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ และนำไปสู่กระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ยกระดับความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อไป" เอกสารระบุ





