พิพากษาจำคุก10ปี ปรับ100บาท"4แนวร่วมนปช."ร่วมทำระเบิดบึ้มพรรคภูมิใจไทยปี53 คำให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือคนละ6ปี8เดือน
ศาลอ่านคำพิพากษาคดีระเบิดพรรคภูมิใจไทย หมายเลขดำ อ.1007/2554 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายเดชพล พุทธจง , นายกำพล คำคง , นายกอบชัย หรืออ้าย บุญปลอด , นางวริศรียาหรืออ้อ บุญสม และนายสุริยาหรืออ้วน ภูมิวงษ์ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันทำวัตถุระเบิด มีวัตถุระเบิดที่ออกใบอนุญาตไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธ (วัตถุระเบิด) ไปในเมืองฯ โดยไม่มีเหตุสมควร และกระทำให้เกิดระเบิดฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 222, 218, 371 และพ.ร.บ.อาวุธปืน และเครื่องกรสุนปืน ฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 4 , 38 และ 74
โดยฟ้องโจทก์ ระบุว่า ระหว่างต้นเดือน มิ.ย.- 22 มิ.ย.2553 ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งห้ากับพวก ร่วมกันผลิตหรือทำวัตถุระเบิด และร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่ทำขึ้นโดยได้รับใบอนุญาต ซึ่งจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกัน ทำให้เกิดการระเบิดขึ้นโดยร่วมกับนายเอนก สิงขุนทด ให้เข็นรถขายผลไม้ที่ซุกซ่อนระเบิดถังแก๊สชนิดแสวงเครื่องไว้ไปทางด้านหลังของอาคารที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ตั้งอยู่ใกล้ซอยพหลโยธิน 43 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ก่อนเกิดระเบิดขึ้นเป็นเหตุให้ผนังด้านหลังอาคารพรรคภูมิใจไทยแตกเสียหาย นอกจากนี้เพิงโรงเรือนร้านค้าขายอาหารตามสั่งของนายแถม ตรุพิมาย ถูกแรงระเบิดเสียหายพังทั้งหลัง ค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท รถยนต์เก๋งทะเบียน ธต 7963 กทม.ของว่าที่ร.ต.ภูมิรัตน์ นาคอุดม ได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 40,000 บาท เหตุเกิดที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร และแขวง-เขตลาดพร้าว กทม. ซึ่งจำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ และได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาทั้งหมด ขณะที่นายเอนกซึ่งพิการตาบอดทั้งสองข้างเนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ถูกยื่นฟ้องเป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำ อ.2930/2553 โดยนายเอนกให้การรับสารภาพ และคดีศาลมีคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์แล้วให้แก้โทษจากเดิมที่ศาลชั้นต้นจำคุก 35 ปี เหลือจำคุก 5 ปีและปรับ 50 บาทไปแล้ว ซึ่งนายเอนกยังคงถูกคุมขังในเรือนจำ
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้า เป็นกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งไม่พอใจรัฐบาลในขณะนั้น ขณะที่คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1-2 ได้ร่วมกับนายเอนกหรือไม่ โจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเบิกความว่านายเอนกรับสารภาพร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้นายเอนกนำรถเข็นขายเงาะที่มีวัตถุระเบิดซุกซ่อนอยู่ในถังแก๊สไปที่บริเวณพรรคภูมิใจไทย โดยจำเลยที่ 1 โทรศัพท์สั่งการ และจากการตรวจสอบโทรศัพท์ของนายเอนก พบว่ามีสายโทรเข้าทั้งก่อน - หลังเกิดเหตุที่บันทึกชื่อว่า "พี่พล" และเมื่อตรวจสอบกับเครือข่ายโทรศัพท์ที่ให้บริการพบว่าคือจำเลยที่ 2 ที่ทำหน้าที่คอยสั่งการ ขณะที่คำให้การของนายเอนกก็ให้การหลังเกิดเหตุทันทีและไม่ใช่เป็นการให้การเพื่อให้ตนเองพ้นผิด ไม่น่าเป็นการปรุงแต่งมีเหตุผลน่าเชื่อถือ และเมื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งของบริษัทเอกชนกับธนาคารออมสินพบว่าภาพจากกล้องวงจรปิด มีความสอดคล้องกันตรงกับคำเบิกความของนายเอนก ซึ่งวงจรปิดดังกล่าวไม่ได้บันทึกภาพเฉพาะเจาะจงเอาผิดบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พยานหลักฐานจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่า จำเลยที่ 1-2 เป็นผู้สั่งการให้นายอเนกเข็นรถเข็นไปที่หน้าพรรคภูมิใจไทยก่อนที่จะมีการระเบิดขึ้น จึงมีส่วนร่วมในการกระทำผิดกับนายอเนกตามคำฟ้องโจทก์ทุกประการ
สำหรับจำเลยที่ 3-5 เห็นว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพบสมุดจดบันทึกของจำเลยที่ 3 ที่มีการเขียนสูตรประกอบระเบิด ซึ่งตรวจยึดได้จากที่พักภายในสำนักงานของจำเลยที่ 4 และในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพว่าจำเลยที่ 4 ให้มาพักอาศัยในที่พัก และได้มีการติดต่อจำเลยที่ 5 ให้เดินทางมาจาก จ.นครสวรรค์ เพื่อให้มาประกอบระเบิดที่สำนักงานของจำเลยที่ 4 ขณะที่พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในขณะนั้นและเจ้าหน้าที่ เมื่อเดินทางมาตรวจก็พบสารอาร์ดีเอ็กซ์ที่เป็นสารประกอบระเบิดแรงสูงใช้กับระเบิดประเภทซีโฟร์ สำหรับจำเลยที่ 5 ในชั้นสอบสวนให้การรับสารภาพว่า ร่วมผลิตระเบิดจริง ซึ่งคดีนี้โจทก์ยังมีหลักฐานเป็นคำให้การของจำเลยที่ 1-3 ที่ให้การตรงกันว่าจำเลยที่ 5 รับจ้างประกอบระเบิด โดยคำให้การของจำเลยที่ 1-3 ไม่ใช่การซักทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิด อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากคำให้การของนายเอนก ก็มีความชัดเจนสอดคล้องกับจำเลยที่ 1-2 ที่ให้การว่าประกอบระเบิดที่สำนักงานของจำเลยที่ 4 โดยมีหลักฐานเป็นสมุดบันทึกของจำเลยที่ 3 และพบสารประกอบวัตถุระเบิดจากที่พักของจำเลยที่ 4 จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และ 5 รู้เห็นการทำระเบิด โดยจำเลยที่ 5 จะมีความผิดฐานร่วมกันครอบครองวัตถุระเบิดและก่อให้เกิดระเบิดด้วยหรือไม่นั้น เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้เชื่อได้อย่างบริสุทธิ์ใจว่าจำเลยที่ 5 ทำให้เกิดระเบิด จึงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้ประกอบระเบิดเพียงอย่างเดียว
แต่ส่วนของจำเลยที่ 4 ได้ให้การปฏิเสธต่อสู้โดยตลอดว่า ไม่มีส่วนรู้เห็น ซึ่งแม้จะมีคำให้การซัดทอดของผู้ต้องหา แต่พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักแน่นหนาเพียงพอให้เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 4 รู้เห็นในการประกอบระเบิดและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น พยานโจทก์ยังมีข้อสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยที่ 4
จึงพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 กระทำผิด ตาม ม.218, 221, 222 และ 317 และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษบทหนักสุดฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิด ตาม ม.222 ประกอบ 218 จำคุกคนละ 5 ปี และฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จำคุก อีกคนละ 5 ปี และฐานพาวัตถุระเบิดไปในเมือง ให้ปรับคนละ 100 บาท รวมโทษจำคุก จำเลยที่ 1-3 คนละ10 ปี และปรับคนละ100 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 กระทำผิดฐานประกอบระเบิด และพ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ ให้จำคุก 5 ปี แต่ให้การของจำเลยที่ 1-3 และ 5 เป็นประโยชน์การพิจารณาอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1- 3 และ 5 คนละ 6 ปี 8 เดือน และปรับ 66 บาทเศษ ส่วนจำเลยที่ 5 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 แต่ให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายสุริยา จำเลยที่ 5 ได้หลบหนีและศาลได้ออกหมายจับ พร้อมปรับนายประกัน 500,000 บาทแล้ว ซึ่งในวันนี้ยังไม่สามารถติดตามตัวจำเลยที่ 5 มาฟังคำพิพากษาได้ ศาลจึงได้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย





