"พล.ต.ท.สมคิด"จำเลยคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุฯเบิกความโต้"พ.ต.ท.สุวิชชัย"พยานโจทก์ ชี้เบิกความกลับไปกลับมา
ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก วันที่ 12 ก.ย.56 เวลา 09.00 น. ศาลสืบพยานจำเลยคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุดิอาระเบีย หมายเลขดำ อ.119/2553 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจ,พ.ต.อ.สรรักษ์ หรือสมชาย จูสนิท ผกก.สภ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ,พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี , พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี และ จ.ส.ต. ประสงค์ ทอรั้ง ตำรวจนอกราชการ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นฯ,ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ เพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288,289,309,310 กรณีที่กล่าวหาว่า วันที่ 12-15 ก.พ.33 พล.ต.ท.สมคิด กับพวกซึ่งได้รับมอบหมายสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายที่ฆ่านักการทูตซาอุดิอาระเบียกับพวกร่วมกัน ลักพาตัว นายมูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย ประกอบธุรกิจจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย เนื่องจากจำเลยทั้งห้าเข้าใจว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนักการทูตซาอุดิอาระเบีย
โดยวันนี้ พล.ต.ท.สมคิด จำเลยที่ 1 ได้เป็นพยานเบิกความว่า ได้อ่านบันทึกข้อความที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก พยานโจทก์เบิกความแล้ว ตนยืนยันว่าล้วนเป็นความเท็จทั้งสิ้น ซึ่งตนในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นตำรวจ กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครใต้ ขอยืนยันด้วยว่า กองกำกับการตำรวจนครบาลพระนครใต้ไม่เคยใช้โรงแรมฉิมพลีเป็นเซฟเฮาส์ และไม่เคยสั่งการให้ พ.ต.ท.สุวิชชัย สอบปากคำนายมูฮัมหมัด อัลรูไวรี่ และตนไม่เคยพบกับนายมูฮัมหมัดที่โรงแรมฉิมพลีหรือทำร้าย เอาโซ่ล่ามคอและอุ้มฆ่า ซ่อนเร้นทำลายศพแต่อย่างใด เพราะไม่ใช่ผู้ต้องหา และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถควบคุมตัวและกระทำการตามที่ถูกกล่าวหาได้ เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
ส่วนที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย พยานโจทก์ เคยอ้างว่ารู้จากผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ตนสั่งการให้ทีมงานของตนนำศพไปฝังในท้องที่ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรีนั้น ยืนยันว่าตนไม่เคยมีไร่ที่นั่น และขณะนั้นตนเป็นเพียงรอง ผกก.ไม่สามารถมีทีมงานส่วนตัวเฉพาะได้ แต่จะเป็นการทำงานร่วมกันและการที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย อ้างว่าถูกตนข่มขู่ และพ.ต.ท.สุรเดชจำเลยที่ 4 มีฉายาในวงการรู้กันว่าเป็น “พ่อครัว” เพราะมีหน้าที่เผาทำลายศพ นั้นก็ไม่จริง ตนไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับพยาน โดยตนรู้จักจำเลยที่ 4 เพราะว่าปฏิบัติหน้าที่สังกัดเดียวกันที่กองกำกับการตำรวจนครบาลพระนครใต้ ส่วนฉายา “พ่อครัว” ได้มาภายหลังจำเลยที่ 4 เกษียณราชการแล้วเปิดร้านอาหารซีฟู้ด ย่านปากเกร็ด
ส่วนที่พ.ต.ท. สุวิชชัย พยานโจทก์ เคยเบิกความว่า พ.ต.ท.สุรเดช จำเลยที่ 4 นำแหวนทองคำ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของ นายมูฮัมหมัด ไปมอบให้พ.ต.ท.สุวิชชัย ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อปี2546 นั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะช่วงนั้น พ.ต.ท. สุวิชชัย ถูกควบคุมตัว ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีในคดีฆ่าผู้อื่น โดยสาเหตุที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย เคยให้การในชั้นสอบสวน และลงบันทึกข้อความปรักปรำตน เพราะว่า พ.ต.ท.สุวิชชัย เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ของ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ และเคยได้รับความช่วยเหลือจาก พล.ต.ท.ชลอในคดีฉ้อโกง จึงเบิกความในตอนนั้น เพื่อให้สอดคล้องเจือสมกับพล.ต.ท.ชลอ ที่เคยกล่าวหาตนกับพวก เพื่อหวังให้ พล.ต.ท.ชลอ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำคดีอุ้มฆ่า 2 แม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ ได้รับการประกันตัวออกมา เพื่อทำคดีนี้ต่อ นอกจากนี้ พล.ต.ท.ชลอ ถูกจับกุมโดย พล.ต.ท.ธนู หอมหวน ซึ่งตนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ จึงทำให้ พ.ต.ท.สุวิชชัย ให้การว่า พล.ต.ท.ธนูได้ตั้งทีมสืบสวนสอบสวนคดีอุ้มฆ่าแม่ลูกศรีธนะขัณฑ์ โดยมีตนและพวกอยู่ในทีมนั้น
พล.ต.ท.สมคิด เบิกความอีกว่า ต่อมาปี 2549 เมื่อมีการโอนคดีนี้ไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.สุวิชชัย ก็เข้าให้การอ้างว่า ได้ยินจาก พ.ต.ท.สุรเดช จำเลยที่ 4 ว่า ตนกับพวกได้อุ้มฆ่านายมูฮัมหมัด ซึ่งพ.ต.ท.สุวิชชัยไม่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่ต่อมาเดือน ก.พ. 52 พ.ต.ท.สุวิชชัย ได้เข้าให้การคดีอุ้มฆ่าอีกครั้งที่ดีเอสไอ ก็กลับคำให้การว่า พ.ต.ท.สุวิชชัย ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยและนำแหวนของนายมูฮัมหมัด มามอบให้ดีเอสไอ พร้อมระบุว่า จำเลยที่ 2,3,5 ได้นำตัวนายมูฮัมหมัดไปคุมขังและฆ่าทิ้ง ตามคำสั่งของตน
ส่วนสาเหตุที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย กลับคำให้การเชื่อว่า ดีเอสไอจะช่วยเหลือ พ.ต.ท. สุวิชชัย ไม่ให้ต้องถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย ตกเป็นจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นในศาลจังหวัดมีนบุรี ซึ่งแท้จริงแล้วพยานปากนี้จะต้องมาเบิกความที่ศาลอาญาในฐานะพยานโจทก์ต่อหน้าจำเลย แต่ดีเอสไอและอัยการได้นำตัวจำเลยไปยังต่างประเทศเพื่อหลบหนีหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี แล้วยื่นเรื่องขอส่งประเด็นไปสืบพยานในต่างประเทศแทน ขณะที่การเบิกความกลับไปกลับมาของ พ.ต.ท.สุวิชชัย เพื่อต้องการหลบหนีไปยังยูเออี และไม่ต้องถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งตนและจำเลยที่ 4 ได้ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.สุวิชชัย ต่อศาลอาญา ฐานแจ้งความเท็จแล้ว ทั้งนี้ตน เชื่อสาเหตุที่ถูกใส่ความคดีนี้ เนื่องจากตนเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับกลุ่มขั้วอำนาจเก่า เมื่อปี 2549 และตนเคยเป็นพยานในคดียุบพรรคการเมือง ทำให้กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามโกรธเคืองตน นอกจากนี้ในอดีตที่มีการประชุมคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการเจรจาซาอุดิอาระเบียระบุเงื่อนไขว่า เหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะสงบได้นั้น ซาอุฯ จะต้องได้เพชรของกลางคืน และพยานจะต้องได้รับโทษในคดีนี้ จึงเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามกลั่นแกล้งใส่ร้ายตน
ภายหลัง พล.ต.ท.สมคิด จำเลยที่ 1เบิกความเสร็จสิ้นแล้ว ศาลนัดสืบพยานจำเลยต่อไปในวันที่ 13 ก.ย. นี้ เวลา 09.00 น.





