"เอแบคโพลล์"ระบุหากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พท.ยังครองใจประชาชนยึดอันดับ1 ส่วนอันดับ2 ปชป.พรรคการเมืองอื่นตามรั้งท้าย
ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา กระทรวงวัฒนธรรม และประธานเครือข่ายวิชาการทำประชาพิจารณ์และสาธารณมติเพื่อนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดโครงการวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง ความนิยมของสาธารณชนต่อพรรคการเมือง ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี ลพบุรี อยุธยา ราชบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี หนองคาย สกลนคร ระนอง สุราษฎร์ธานี และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,119 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม - 7 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน ความคลาดเคลื่อนร้อยละ 7
เมื่อสอบถามถึงประสบการณ์การได้รับความช่วยเหลือ ลดความเดือดร้อนจากนักการเมืองฝ่ายต่างๆ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.5 ระบุไม่เคยได้รับการช่วยเหลือลดความเดือดร้อนจากนักการเมืองฝ่ายใดเลย ในขณะที่ร้อยละ 24.3 ระบุเคยได้รับจากฝ่ายรัฐบาล และร้อยละ 7.2 ระบุเคยได้รับจากฝ่ายค้าน เมื่อสอบถามถึง การรับรู้ข่าว การเปิดกว้างมีน้ำใจต่อกันช่วยเหลือเกื้อกูลกันของนักการเมืองจากพรรคการเมือง พบว่า ร้อยละ 42.6 ระบุไม่มีพรรคการเมืองฝ่ายใดเลย รองลงมาคือร้อยละ 36.1 ระบุฝ่ายรัฐบาล และร้อยละ 21.3 ระบุฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 53.9 ระบุไม่รับรู้เลยว่ามีพรรคการเมืองฝ่ายใดเลยที่แสดงออกซึ่งความรักชาติ รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ในขณะที่ร้อยละ 35.4 ระบุฝ่ายรัฐบาล และร้อยละ 10.7 ระบุฝ่ายค้าน
ที่น่าพิจารณา คือ ร้อยละ 55.4 รับรู้ข่าวชีวิตความเป็นอยู่ที่สบาย หรูหรา มีฐานะการเงินร่ำรวยของฝ่ายรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 28.2 ระบุฝ่ายค้าน และที่เหลือร้อยละ 16.4 ระบุไม่มีจากพรรคการเมืองฝ่ายใดเลย อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.1 ระบุความร่ำรวยของนักการเมืองทำให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาต่อนักการเมืองน้อยถึงไม่มีเลย ในขณะที่ร้อยละ 35.9 ระบุทำให้เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด
ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.2 ระบุไม่มีพรรคการเมืองใดที่ลงไปคลุกคลี สัมผัสชีวิตความยากลำบากของชาวบ้านประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ในขณะที่ร้อยละ 28.3 ระบุฝ่ายรัฐบาล และร้อยละ 10.5 ระบุฝ่ายค้าน นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ร้อยละ 48.9 รับรู้ถึงพฤติกรรมที่เสื่อมเสียไม่เป็นแบบอย่างที่ดีต่อเด็กและเยาวชนของนักการเมืองฝ่ายค้าน ในขณะที่จำนวนมากเช่นกันหรือร้อยละ 45.7 ระบุฝ่ายรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 5.4 ไม่มีฝ่ายใดเสื่อมเสีย
ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.7 ยังคงเชื่อมั่นมากถึงมากที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้จะมีนักการเมืองที่ไม่เป็นแบบอย่างที่ดี ในขณะที่ร้อยละ 16.3 เชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อระบอบประชาธิปไตย และถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง ผลวิจัยพบว่า ความนิยมของสาธารณชนต่อพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ร้อยละ 44.6 ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่ร้อยละ 22.9 ส่วนร้อยละที่เหลือกระจายไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ





