"สมศักดิ์"เปิดใจวินิจฉัยทางไหนก็ไม่ถูกใจ ย้ำให้เดินหน้าแก้รธน.ม.6ต่อ ตามที่"นิคม"วินิจฉัยไปแล้ว
ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มมาตราที่มาของส.ว. วาระสอง เป็นวันที่ 8 ได้เริ่มขึ้น โดยมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยเป็นการพิจารณามาตรา6 ว่าด้วยการยกเลิกความในวรรคสอง ของมาตรา 116 ของรัฐธรรมูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้ว ยังไม่เกิน2ปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา มิได้”
นายสมศักดิ์ กล่าวเปิดใจกับที่ประชุมว่า รัฐสภาถือเป็นบ้านของพวกเรา พวกเราถือเป็นครอบครัวเดียวใจ ทั้งนี้ยอมรับว่าคำวินิจของฉัยของตนนั้นไม่สามารถทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้ อย่างไรก็ตามจากกรณีที่ตนถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมไม่เป็นกลาง และรับคำสั่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นั้น ตนก็ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร แต่หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ตนอยากให้พิจารณาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การพิจารณาร่างกฎหมายปรองดอง ที่ตนวินิจฉัยว่าให้ยื้อเวลาออกไปตามที่ฝ่ายค้านระบุ, การชะลอลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ว่าด้วยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามที่ฝ่ายค้านแนะนำ เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าตนทำหน้าที่เป็นกลางหรือไม่ และล่าสุดในระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มที่มาของวุฒิสภา วาระสองที่มีผู้แปรญัตติขัดหลักการจำนวน 57 คน ตนได้ยอมหักหลักการของตนเอง โดยให้ ผู้แปรญัตติทั้ง 57 คนมีสิทธิ์อภิปรายทั้งที่ขัดกับข้อบังคับ โดยคราวนั้นตนถูกส.ส.เพื่อไทยด่า ส่วนส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กลับนิ่งเฉย ดังนั้นประเด็นดังกล่าวตนขอความเป็นธรรมด้วย
"ผมกำลังจะวินิจฉัย ทำอย่างไรถึงจะเป็นที่พอใจของทุกคน ผมทำไม่ได้จนปัญญา ท่านสอนผมด้วยเถิด วินิจฉัยยังไงก็โดนโห่ หวังว่าวินิจฉัยแล้วคงจะไม่มีอะไรลอยนะครับ หวังว่าจะไม่มีเสียงโห่นะครับ"นายสมศักดิ์กล่าว
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนคำวินิจฉัยของนายนิคม ที่ให้มีการปิดอภิปรายและลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 ไปแล้วนั้น ตนไม่สามารถวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของนายนิคมถูกหรือไม่ เพราะเป็นดุลยพินิจส่วนบุคคล อย่างไรก็ตามบรรทัดฐานคำวินิจฉัยของตนไม่อาจนำไปปฏิบัติได้ และหากมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกคนรับปากไม่ได้ว่าจะใช้ดุลยพินิจแบบเดิมหรือไม่ ดังนั้นขอวินิจฉัยให้เดินหน้าพิจารณาในมาตรา 6 ต่อ





