"วีซ่าหาย"ปัญหาเชิงนโยบาย พร้อมข้อเท็จจริงที่ถูกซุกเก็บ
จากกรณีปัญหาแผ่นสติ๊กเกอร์วีซ่าหายจนกลายเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วไป และยิ่งตามยิ่งพบรูรั่วรูใหญ่ไม่ว่าจะเป็นที่กัวลาลัมเปอร์ หรือล่าสุดที่ถุงเมล์ของสถานทูต ณ กรุงเฮกได้หายไป ทำให้กระทรวงการต่างประเทศต้องมาวิเคราะห์กันใหม่ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเหตุอะไร หรือมีรอยรั่วที่จุดไหน
เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศได้วิเคราะห์ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมาจาก แนวโน้มการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีกระแสการค้าการลงทุนทั่วโลก หลั่งไหลเข้ามายังประเทศในภูมิภาคเอเชีย ทำให้ประเทศไทยมีนโยบายรัฐบาล เปิดประเทศรับกับการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างชาติจากทั่วทุกภูมิภาค บนพื้นฐานแนวคิดที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในอาเซียน โดยในแต่ละปี จะมีกลุ่มนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และแรงงานต่างชาตินับสิบล้านคน เดินทางเข้าออกประเทศไทย หรือใช้ไทยเป็นจุดเดินทางต่อไปยังประเทศอื่น ที่ได้สร้างเม็ดเงินมหาศาลเข้าประเทศ
และแน่นอนว่ากลุ่มที่เสี่ยงต่อความมั่นคงนี้ ก็หวังที่จะเข้ามายังประเทศไทยเช่นกันรวมถึง โดยเฉพาะคนจากบางประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ที่ได้จัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
ขณะเดียวกัน ในบางประเทศที่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศไทย ซึ่งกรณีที่มีนักธุรกิจ นักลงทุนชาว ต่างชาติบางคนของประเทศนั้น ที่มาในรูปแบบต่างๆ เช่น นักเล่นหุ้นที่เป็นบริษัทของไทย นักกีฬาฟุตบอลที่จ้างมาค้าแข้งในไทย หรืออาจารย์สอนภาษา ที่ต้องการเดินทางมาประเทศไทยแล้ว ต้องการขอวีซ่าอย่างเร่งด่วน ทำให้ต้องใช้วิธีการพิเศษ เพื่อวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งวีซ่าจากทางสถานเอกอัครราชทูตไทย หวังเพื่อใช้สามารถผ่านการตรวจดวงตราจาก สตม. เข้าไปยังประเทศไทยได้สำเร็จ
นี่ได้กลายเป็นเหตุผลหนึ่งของการลักลอบนำแผ่นสติ๊กเกอร์วีซ่าไทยไปใช้ในทางผิดกฎหมาย
หลังจากเกิดเหตุกระทรวงการต่างประเทศตื่นตัว วิ่งโร้ตามแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้าแต่ละกรณี ๆไป อย่างที่เกิดขึ้นกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่มีการโจรกรรมแผ่นสติ๊กเกอร์วีซ่าไปจากสถานทูตจำนวน 300 ใบ โดยได้มีการแก้ไขปัญหาดฉพาะหน้าด้วยการยกเลิกรหัสที่ระบุในแผ่นสติ๊กเกอร์ดังกล่าว และแจ้ง สตม. ทุกแห่งให้ทราบ
และทันทีที่ทราบเรื่อง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มอบหมายให้นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนในทางลับ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ร่วมกระทำผิดที่เกี่ยวข้องไหวตัวทัน
จากการตรวจสอบอย่างละเอียด ใช้เวลากว่า 2 เดือน พบว่า การขโมยแผ่นสติ๊กเกอร์วีซ่าในกรณีนี้ เป็นการกระผิดโดยลูกจ้างท้องถิ่นของสถานทูตที่ทำกันอย่างเป็นขบวนการ โดยใช้ช่องทางการทำงานที่หละหลวมของเจ้าหน้าที่สถานทูตที่ไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ ว่าด้วยขั้นตอนการพิจารณาออกวีซ่า เช่น การเก็บแผ่นปะไว้ในตู้นิรภัย การเบิกจ่ายตามระเบียบ เป็นต้น โดยเกิดขึ้นระหว่าง เดือนก.ย. 2555 - ก.ค. 2556 จากการตรวจสอบพบว่า มีบุคคลเข้าไปดัดแปลงแก้ไขข้อมูลในระบบตรวจลงตราของคอมพิวเตอร์ เพื่อไม่ให้เกิดพิรุธผิดสังเกต และได้ส่งแผ่นปะสติ๊กเกอร์วีซ่า ไปติดลงในหนังสือเดินทาง พร้อมปลอมลายเซ็นต์และใช้ตราครุฑประทับปลอมของประเทศไทย
ส่วนกรณีที่ สตม. จับกุม ชาวกาน่า และบุรุนดี ได้ลับลอบใช้แผ่นสติ๊กเกอร์วีซ่า ของสถานกงสุลใหญ่ไทย ที่เมืองสะหวันเขต เดินทางเข้าประเทศไทยนั้น เนื่องจาก สตม. พบพิรุธที่เกิดขึ้นบนแผ่นสติ๊กเกอร์วีซ่า เมื่อตรวจสอบย้อนกลับไปพบความผิดปกติในปี 2551 พบว่า มีแผ่นปะดังกล่าวสูญหายไป 500 ใบ ขณะนี้อยู่ในระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง และอยู่ในกระบวนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า กรณีที่เกิดขึ้นกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ และ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครสะหวันเขต เป็นฝีมือของลูกจ้างท้องถิ่น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างระเทศได้สั่งการจุดออกวีซ่าไทยทั่วโลก คือ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และกงสุลกิตติมศักดิ์ได้ตรวจสอบการเบิกใช้วีซ่าย้อนหลัง และทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้ย้ำให้สถานทูตฯ และกงสุลไทย ทุกแห่ง ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดการสูญหายอีก อย่างไรก็ตาม ยืนยันในมาตรฐานแผ่นสติ๊กเกอร์วีซ่าไทยถือ ที่มีคุณภาพสูงปลอมแปลงได้ยาก ทำให้ต้องใช้วิธีขโมยออกมาแทน
ส่วนกระบวนการแก้ปัญหานั้นกระทรวงการต่างประเทศศมีแผนจะปรับนำระบบการตรวจลงตราแบบสากลมาใช้ ในรูปแบบของ "อี-วีซ่า" นำมาดำเนินการในปีหน้า แต่กลับเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาก่อน ทำให้ต้องเร่งพิจารณารูปแบบอี - วีซ่ามาใช้ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม และจะเป็นมาตรการระยะยาวในการแก้ไขปัญหา โดยระหว่างนี้ อยู่ในช่วงของการออกแบบทีโออาร์ โดยกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปดูงานที่สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับของไทย ทั้งนี้ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 และได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง (สจล.) เป็นผู้ออกแบบร่างทีโออาร์ จากนั้น จะเป็นเป็นข้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง โดยตั้งเป้าไว้จะเริ่มใช้วันที่ 1 ต.ค. 2557
อย่าไรก็ตาม เรื่องนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ออกมายอมรับว่า แผ่นสติ๊กเกอร์วีซ่าได้เคยสูญหายมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นตามที่เป็นข่าว แต่ด้วยมีการบิดบังระดับเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ที่สถานทูตในต่างประเทศ โดยไม่ได้มีการแจ้งเรื่อง หรือเหตุการณ์พิรุธนี้ มายังกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้เรื่องราวเงียบหายไป
ต้องดูว่าท้ายที่สุดเรื่้อวงนี้จะเงียบหายไปตามกาลเวลา เป็นไฟไหม้ฟางตามความเคยชิน หรือจะมีการวางระบบแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง





